Logo Webboard ของ gunrapree
ติดต่อโฆษณา  |  สมัครใช้งานสุดยอดแห่ง Free Webboard ได้แล้ววันนี้ คลิ๊ก !!  | แจ้งบอร์ดไม่เหมาะสม


  หมวดเว็บบอร์ดเริ่มต้น (ท่านสามารถแก้ไขได้)

  

  Topic : ดัวอย่างผลงานทางวิชาการ ปฐมวัย

Delete
Admin ลบกระทู้
   Page [1]
  ผู้ชมทั่วไป กันต์รพี

 admin@gunrapree.com 27.130.6.48

  โพสต์เมื่อ : 15 ม.ค. 2555 11:02 น.

บทที่  1

บทนำ

 

ความเป็นมาและสภาพของปัญหา         เป็นที่ยอมรับกันทั่วโลกว่า  การศึกษาเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพมาก ที่สุดในโลกการฝึกการเตรียมคน  เพื่อเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต   (กองวิจัยการศึกษา, 2542  : 1)  ซึ่งในปัจจุบันการจัดการเรียนการสอน  เราเน้นถึงว่าทำอย่างไร  ทุกชีวิตจึงจะนำความรู้ที่ได้ไปใช้ในชีวิตประจำวันให้มากที่สุด  เมื่อเขาเหล่านั้นสามารถนำความรู้ไปใช้ได้อย่างต่อเนื่องก็เท่ากับสามารถจัดการศึกษาให้กับเขาได้ถูกต้อง  เหมือนกับเราให้ชีวิตกับพวกเขาได้อยู่ในโลกได้อย่างมีความสุข  ทำให้เขาได้รู้จักวิธีการพึ่งตนเองได้  ไม่ต้องคอยรับการช่วยเหลือจากผู้อื่นอีกต่อไป  จึงจะพัฒนาคนให้เป็นกำลังของประเทศชาติได้ในอนาคตการศึกษาปฐมวัยเน้นการพัฒนาเด็กตั้งแต่แรกเกิด ถึง 5 ปี บนพื้นฐานการอบรมเลี้ยงดู และการส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ที่สมองต่อธรรมชาติและพัฒนาการของเด็กแต่ละคน ตามศักยภาพ ภายใต้บริบทสังคม วัฒนธรรมที่เด็กอาศัยอยู่ ด้วยความรัก ความเอื้ออาทร และความเข้าใจของทุกคน เพื่อสร้างรากฐานคุณภาพชีวิตให้เด็ก พัฒนาไปสู่ความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ เกิดคุณค่าต่อตนเองและสังคม

ปัจจุบันหน่วยงานต่างๆ ได้ให้ความสนใจและเห็นความสำคัญของการเตรียมความพร้อมแก่นักเรียนระดับก่อนประถมศึกษา     ดังจะเห็นได้จากสำนักงานคณะ-กรรมการการประถม ศึกษาแห่งชาติ  (2540: 20) ได้อ้างอิงสาระของแผนพัฒนาการศึกษาศาสนาและวัฒนธรรม   ระยะที่ 8  (2540 –2544) ของกระทรวงศึกษาธิการไว้ในนโยบายของรัฐที่ระบุไว้ในวัตถุประสงค์ของการจัดการศึกษาระดับนี้ว่า เพื่อพัฒนาการศึกษาให้มีคุณภาพและประสิทธิภาพ ให้เป็นกลไกในการสร้างคนให้เป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้ สร้างองค์กรแห่งการเรียนรู้ และสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ เพื่อให้ประชาชนชาวไทยมีศักยภาพในการพัฒนาตนเองให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี สามารถอยู่อย่างไทยในสังคมโลกอย่างเป็นสุข รวมทั้งก่อให้เกิดการพัฒนาชุมชนและประเทศชาติให้ก้าวหน้า มั่นคง สมดุลและยั่งยืน โดยเร่งรัดการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานที่มีคุณภาให้ครอบคลุมทุกกลุ่มป้าหมาย   ตั้งแต่ระดับก่อนประถมศึกษา จนถึงมัธยมศึกษาอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม  ดังจะเห็นได้จากเป้าหมายที่ระบุไว้ว่า    เด็กปฐมวัยทุกคนได้รับการพัฒนาเพื่อเตรียมความพร้อมอย่างน้อย  2 ปี  ก่อนเข้าเรียนระดับประถม ศึกษาทั้งด้านร่างกาย  อารมณ์ สังคม จิตใจและสติปัญญา (สำนักงานคณะกรรมการการประถม ศึกษาแห่งชาติ. 2540 : 20 ; อ้างอิงสาระสำคัญของแผนพัฒนาการศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม   ระยะที่ 8 (2540 - 2544) นอกจากนี้ยังมุ่งส่งเสริมการจัดการศึกษาระดับก่อนประถมศึกษา โดยสนับสนุนให้โรงเรียนร่วมกับชุมชนจัดการศึกษาระดับก่อนประถมศึกษาในพื้นที่มีปัญหาทางภาษา  ปัญหาทางเศรษฐกิจ ในพื้นที่ชนบทยากจน  อีกทั้งให้ความสำคัญในการ จัดการศึกษา ในท้องถิ่นที่มีปัญหาทางภาษาเป็นอันดับแรก  ดังนั้นสำนักงานคณะกรรมกาการประถมศึกษาแห่งชาติ   จึงต้องจัดลำดับของกลุ่มเด็กที่จะเข้ารับบริการการศึกษา ลำดับแรกคือกลุ่มเด็กที่พูดภาษาอื่นมากกว่าภาษาไทย กลุ่มเด็กที่อยู่ในพื้นที่ที่มีปัญหาทางเศรษฐกิจและกลุ่มเด็กในชนบททั่วไป  (สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ. 2532 : บทนำ)

เด็กอายุ 3 – 5 ปี เป็นวันที่ร่างกายและสมองของเด็กกำลังเจริญเติบโต  เด็กต้องการความรักความเอาใจใส่ดูแลอย่างใกล้ชิด  เด็กวัยนี้มีโอกาสเรียนรู้จกการใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้า  ได้สำรวจ  เล่น  ทดลอง ค้นพบด้วยตนเอง  ได้มีโอกาสคิดแก้ปัญหา เลือกตัดสินใจ  ใช้ภาษาสื่อสาร  คิดริเริ่มสร้างสรรค์  และอยู่ร่วมกับผู้อื่นอย่างมีความสุข  ผู้ที่รับผิดชอบจึงมีหน้าที่ในการอบรมเลี้ยงดู และจัดประสบการณ์ให้เด็กได้พัฒนาเต็มตามศักยภาพ    ส่งเสริมให้เด็กสังเกต  สำรวจ สร้างสรรค์และยิ่งเด็กมี่ความกระตือรือร้น  ยิ่งทำให้เด็กเกิดการเรียนรู้  ผู้รับผิดชอบจึงต้องส่งเสริม  สนับสนุน  ให้ความรักความเข้าใจ  ความเอาใจใส่เด็กวัยนี้เป็นพิเศษ  เพราะจะเป็นพื้นฐานที่จะช่วย เตรียมความพร้อมให้เด็กประสบความสำเร็จในการเรียนและในชีวิตเด็กต่อไป  (กระทรวงศึกษาธิการ,  สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา  สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาข้นพื้นฐาน.  คู่มือหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช  2546  :  ความนำ)

            เด็กทุกคนมีสิทธิที่จะได้รับการอบรมเลี้ยงดูและส่งเสริมพัฒนาการ ตลอดจน  การเรียนรู้อย่างเหมาะสมด้วยปฏิสัมพันธ์ที่ดีระหว่างเด็กกับพ่อแม่ เด็กกับผู้เลี้ยงดูหรือบุคคลที่มีความรู้ความสามารถในการอบรมเลี้ยงดู และให้การศึกษาเด็กปฐมวัย   เพื่อให้เด็กมีโอกาสพัฒนาตนเอง ตามลำดับขั้นของการพัฒนาทุกด้านอย่างสมดุล และเต็มตามศักยภาพ โดยกำหนดหลักการ  ดังนี้

1.      ส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ และพัฒนาการที่ครอบคลุมเด็กปฐมวัยทุกประเภท

2.      ยึดหลักการอบรมเลี้ยงดู และให้การศึกษาที่เน้นเด็กเป็นสำคัญ โดยคำนึงถึง

ความแตกต่างระหว่างบุคคลและวิถีชีวิตของเด็กตามบริบทของชุมชน สังคม และวัฒนธรรมไทย

3.      พัฒนาเด็กโดยองค์รวม ผ่านการเล่น และกิจกรรมที่เหมาะสมกับวัย

4.        จัดประสบการณ์การเรียนรู้ให้สามารถดำรงชีวิตประจำวันได้อย่างมีคุณภาพ และมีความสุข

5.      ประสานความร่วมมือระหว่างครอบครัว ชุมชน และสถานศึกษาใน              

การพัฒนาเด็ก

 



    
 

  15 ม.ค. 2555 11:04 น. Admin ลบความคิดเห็นนี้ 
  ผู้ชมทั่วไป กันต์รพี

  27.130.6.48

  

แต่เท่าที่ผ่านมา  ผลการจัดประสบการณ์ให้กับเด็กนักเรียนระดับอนุบาลปีที่ 2  โดยเฉพาะการพัฒนาการของนักเรียนในระดับก่อนประถมศึกษายังไม่เป็นที่น่าพอใจ  ดังนั้นครูจำเป็นที่จะต้องแก้ไขข้อบกพร่องในการเตรียมความพร้อมให้กับนักเรียนตั้งแต่  เริ่มต้น ถ้าละเลยข้อบกพร่องนั้น   ก็จะทำให้นักเรียนขาดความพร้อมตลอดไป และเพื่อให้นักเรียนมีความพร้อมทั้งด้านร่างกาย  สังคม  อารมณ์ และสติปัญญา ครูควรสนับสนุนและหาวิธีการจัดกิจกรรมใหม่ๆที่น่าสนใจมาส่งเสริมให้นักเรียนฝึกคิดอย่างสร้างสรรค์    และมีทักษะและพัฒนาการดียิ่งขึ้น    สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ  (2538 : 2)  ได้ทำการสังเคราะห์งานวิจัย   พบว่า   วิธีการเรียนด้วยตนเองมีประสิทธิภาพมากที่สุดต่อการเรียนทักษะการอ่าน   ทักษะการเขียน   ทักษะการฟัง   การพูดและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิธีการเรียนด้วยตนเอง คือเรียนจากสื่อที่ผู้วิจัยหรือครูสร้างขึ้น  เช่น  ชุดฝึกทักษะ หนังสือเล่มเล็ก  หน่วยการเรียน  บทเรียนโปรแกรม ฯลฯ  สื่อเหล่านี้จะเอื้อต่อการเรียนรู้ตามหลักจิตวิทยา  คือ  1)  ผู้เรียนกระทำด้วยตนเอง    2) เรียนเนื้อหาที่อยู่ในชีวิตประจำวัน    3) เรียนจากง่ายไปหายาก 4)  มีการทดสอบข้อมูลย้อนกลับ   5) เรียนรู้โดยแข่งกับตนเองไม่แข่งกับผู้อื่น   ทำให้ไม่เครียด  มีความสุขในการเรียน    ซึ่งสอดคล้องกับหลักการที่ในการใช้สร้างสื่อ การเรียนให้ผู้เรียนเรียนด้วยตนเอง 

      กอปรกับโลกยุคปัจจุบันชีวิตของคนเราต้องเกี่ยวข้องตัวเลข  จำเป็นอย่างยิ่ง ที่หลักสูตรการศึกษาต้องให้ความสำคัญกับวิชาที่เกี่ยวข้องกับจำนวนตัวเลข ฝึกให้ผู้เรียนคิดเป็นทำเป็น  มีทักษะในการคิดคำนวณเพื่อนำไปใช้แก้ปัญหาในชีวิตประจำวัน  และความอยู่รอดในการครองชีพ  ด้วยเหตุนี้ผู้วิจัยให้ความสำคัญกับวิชาคณิตศาสตร์มาก การเรียนรู้เกี่ยวกับตัวเลขต้องเริ่มมาจาก  ด้วยความรู้และประสบการณ์ที่เคยสอนระดับอนุบาลเป็นเวลาของผู้วิจัย  ได้เห็นว่าผู้เรียนในระดับช่วงชั้นนี้มีปัญหาในด้านการเรียนวิชานี้เป็นจำนวนมาก  อีกทั้งสถานศึกษาขาดบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญในด้านคณิตศาสตร์   นักเรียนในบางช่วงชั้นไม่ได้รับการฝึกทักษะหรือปูพื้นฐานมาก่อน การจัดกระบวนการเรียนการสอนในวิชานี้ไม่เป็นไปตามขั้นตอนขาดความต่อเนื่อง  จึงทำให้เกิดความล้มเหลวในการจัดกระบวนการเรียนการสอนในวิชานี้             ในปีการศึกษา  2548  ภาคเรียนที่ 1  จากการทดสอบความรู้พื้นฐานโดยใช้ข้อสอบที่ผู้วิจัยจัดทำขึ้น  ทั้งภาคปฏิบัติและภาคทฤษฎี ได้ค้นพบว่านักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2  โรงเรียนบ้านไพรษรสำโรง (ราษฎรบำรุง)  อำเภอศีขรภูมิ  จังหวัดสุรินทร์  สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุรินทร์เขต  1   มีนักเรียนจำนวน  10  คน  จากการทดสอบเรื่องการรู้จักค่าจำนวน  1 – 10   โดยใช้ข้อสอบที่ผู้วิจัยจัดทำขึ้นมีนักเรียนที่ได้คะแนนไม่ถึงเกณฑ์ที่ตั้งไว้  คะแนนเฉลี่ยทั้งห้องร้อยละ 57.39    ซึ่งเป็นผลที่ไม่น่าพอใจนักเรียนมีปัญหาในด้านการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์เป็นอย่างมาก  ซึ่งผลที่ตามมาก็คือนักเรียนไม่สามารถบอกค่าจำนวน  1 – 10 ได้  และนักเรียนมีความรู้ในวิชาคณิตศาสตร์ไม่เหมาะสมกับระดับชั้น ผู้เรียนอาจมีทัศนคติที่ไม่ดีต่อวิชาคณิตศาสตร์ในระดับที่สูงขึ้น  ทำให้เกิดปัญหาในการเรียนในระดับที่สูงขึ้นซึ่งเป็นการล้มเหลวในกระบวนการจัดการเรียนรู้เป็นอย่างมาก  เพราะวิชาคณิตศาสตร์ถือว่าเป็นเป็นเครื่องมือสำคัญในการดำรงชีวิตประจำวันของคนเราจำเป็นต้องฝึกฝนปูพื้นมาตั้งแต่เริ่มเรียน

                ด้วยเหตุนี้ผู้วิจัยจึงมีพยายามมุ่งมั่นที่จะแก้ปัญหาการเรียนการสอนวิชาคณิตศาสตร์  ด้วยการสร้างแบบฝึกเสริมทักษะเรื่องการรู้จักค่าจำนวน 1 – 10    เพื่อปูพื้นฐานการบวกลบให้กับผู้เรียนเพื่อพัฒนาทักษะการบอกค่าของตัวเลขของนักเรียนให้เหมาะสมกับระดับชั้นอนุบาล  ของนักเรียนทั้ง  10    คน  เปลี่ยนแปลงทัศนคติของผู้เรียนเกี่ยวกับคณิตศาสตร์เน้นให้เห็นความสำคัญของวิชานี้  และเพิ่มศักยภาพการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ให้กับผู้เรียนเพื่อใช้เป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์การพัฒนาการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

วัตถุประสงค์ในการศึกษาค้นคว้า

1.    เพื่อสร้างและพัฒนาแบบฝึกเสริมทักษะพื้นฐานคณิตศาสตร์ เพื่อนำมาแก้ปัญหาการเรียนคณิตศาสตร์ให้กับนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2

2.    เพื่อพัฒนาความสามารถในการบอกค่าจำนวน  1–10  ของผู้เรียน

3.    เพื่อใช้เป็นสื่อเผยแพร่การจัดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์ในระดับชั้นอนุบาลปีที่ 2

ขอบเขตของการศึกษาค้นคว้า

ในการพัฒนาการเรียนการสอน  ได้กำหนดขอบเขตในการพัฒนาไว้ ดังนี้

1.      จัดทำโครงการเพื่อพัฒนาการเรียนของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่  2

2.      การพัฒนากิจกรรมเสริมประสบการณ์  ได้จัดทำแผนการจัดประสบการณ์และนวัตกรรมต่าง ๆ  

3.      การทำแผนการจัดประสบการณ์  และนวัตกรรมหรือสื่อการเรียนการสอนที่ผ่านมาการแก้ไขปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพ   แล้วนำไปใช้กับนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่  2 โรงเรียนบ้าน  ไพรษรสำโรง (ราษฎรบำรุง)    ในปีการศึกษา  2549

กำหนดการในการพัฒนาการเรียนการสอน

กำหนดการในการพัฒนาการเรียนการสอน  ชั้นอนุบาลปีที่  2  ได้กำหนดไว้ ดังนี้

1)       การเสนอโครงการ  วันที่  3  เมษายน  ..  2549

2)       การศึกษาหลักการและแนวทางในการพัฒนาการเรียนการสอนและการเลือกนวัตกรรมมาใช้ในการพัฒนา   วันที่  3 - 15  เมษายน  ..  2549

3)       การจัดทำแผนการจัดประสบการณ์ วันที่  16 - 30  เมษายน  ..  2549

4)       การนำแผนการจัดประสบการณ์และนวัตกรรมหรือสื่อการเรียนการสอนไปใช้  วันที่ 17  พฤษภาคม พ.. 2549   ถึงวันที่ 25  มีนาคม พ.. 2550

5)      การสรุปผลและจัดทำรายงานผลการพัฒนาการเรียนการสอน

 

ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ       

                        1. นักเรียนชั้นอนุบาล 2 สามารบอกค่าจำนวน  1 – 10  ได้ดีขึ้นหลังจากการใช้แบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์

2.   ใช้แบบฝึกเสริมพื้นฐานคณิตศาสตร์ในการจัดกระบวนการเรียนการสอนแบบฝึกเสริมทักษะพื้นฐานคณิตศาสตร์ได้เผยแพร่ไปยังครูผู้สอนโรงเรียนอื่น

3.   นักเรียนชั้นอนุบาล  มีระดับความรู้เหมาะสมกับระดับชั้น

 

คำนิยามศัพท์เฉพาะ

            1.  แผนการจัดประสบการณ์  หมายถึง  แผนการจัดประสบการณ์ชั้นอนุบาลปีที่  2  ตามคุณลักษณะตามวัยของเด็กทั้งด้านร่างกาย  ด้านอารมณ์และจิตใจ  ด้านสังคม และด้านสติปัญญา  จำนวน  2  ภาคเรียน

            2.  นักเรียน  หมายถึง นักเรียนชาย – หญิง ที่กำลังเรียนอยู่ชั้นอนุบาลปีที่ 2      โรงเรียนบ้านไพรษรสำโรง (ราษฎรบำรุง)    อำเภอศีขรภูมิ  จังหวัดสุรินทร์  สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุรินทร์เขต  1   ปีการศึกษา  2549  จำนวน  10   คน

            3.  สื่อการเรียนการสอน  หมายถึง  สื่อที่ผู้สอนจัดทำ  ผลิต  หรือจัดหามาเพื่อ     มุ่งให้ผู้เรียนมีพัฒนาการและเกิดการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ

 


  15 ม.ค. 2555 11:06 น. Admin ลบความคิดเห็นนี้ 
  ผู้ชมทั่วไป gunrapree

  27.130.6.48

  

บทที่  2

เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

 

ในการรายงานการพัฒนา  และการใช้แผนการจัดประสบการณ์ ชั้นอนุบาลปีที่ 2  ในครั้งนี้  ผู้รายงานได้ดำเนินการเสนอเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง  ดังนี้

          เอกสารที่เกี่ยวข้องกับหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย

-                   ปรัชญาการศึกษาปฐมวัย

-                   หลักการ

-                   จุดมุ่งหมาย

-                   วิสัยทัศน์

-                   ภารกิจ

-                   เป้าหมาย

          เอกสารที่เกี่ยวข้องกับการจัดประสบการณ์

-          หลักการจัดประสบการณ์

-          แนวการจัดประสบการณ์

-          การจัดกิจกรรมประจำวัน

-          กิจกรรมเสรี/การเล่นตามมุม

-          กิจกรรมสร้างสรรค์

-          กิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะ

-          กิจกรรมเสริมประสบการณ์ / กิจกรรมในวงกลม

-          กิจกรรมกลางแจ้ง

-          เกมการศึกษา

 

 

 

เอกสารที่เกี่ยวข้องกับหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย

 

ปรัชญาการศึกษาปฐมวัย

การศึกษาปฐมวัยเน้นการพัฒนาเด็กตั้งแต่แรกเกิด ถึง 5 ปี บนพื้นฐานการอบรม เลี้ยงดู  และการส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ที่สมองต่อธรรมชาติ และพัฒนาการของเด็กแต่ละคน ตามศักยภาพ ภายใต้บริบทสังคม วัฒนธรรมที่เด็กอาศัยอยู่ ด้วยความรัก  ความเอื้ออาทร และความเข้าใจของทุกคน เพื่อสร้างรากฐานคุณภาพชีวิตให้เด็ก พัฒนาไปสู่ความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ เกิดคุณค่าต่อตนเองและสังคม

หลักการ

            เด็กทุกคนมีสิทธิที่จะได้รับการอบรมเลี้ยงดูและส่งเสริมพัฒนาการ ตลอดจน การเรียนรู้อย่างเหมาะสมด้วยปฏิสัมพันธ์ที่ดีระหว่างเด็กกับพ่อแม่ เด็กกับผู้เลี้ยงดูหรือบุคคลที่มีความรู้ความสามารถในการอบรมเลี้ยงดู และให้การศึกษาเด็กปฐมวัย   เพื่อให้เด็กมีโอกาสพัฒนาตนเอง ตามลำดับขั้นของการพัฒนาทุกด้านอย่างสมดุล และเต็มตามศักยภาพ โดยกำหนดหลักการ  ดังนี้

1.      ส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ และพัฒนาการที่ครอบคลุมเด็กปฐมวัยทุกประเภท

2.      ยึดหลักการอบรมเลี้ยงดู และให้การศึกษาที่เน้นเด็กเป็นสำคัญ โดยคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคลและวิถีชีวิตของเด็กตามบริบทของชุมชน สังคม และวัฒนธรรมไทย

3.      พัฒนาเด็กโดยองค์รวม ผ่านการเล่น และกิจกรรมที่เหมาะสมกับวัย

4.      จัดประสบการณ์การเรียนรู้ให้สามารถดำรงชีวิตประจำวันได้อย่างมีคุณภาพ และมีความสุข

5.      ประสานความร่วมมือระหว่างครอบครัว ชุมชน และสถานศึกษาในการพัฒนาเด็ก

 

จุดหมาย

            หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย สำหรับเด็กอายุ 3 – 5 ปี มุ่งให้เด็กมีพัฒนาการด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา ที่เหมาะสมกับวัย ความสามารถและความแตกต่างระหว่างบุคคล จึงกำหนดจุดหมาย ซึ่งถือเป็นมาตรฐานคุณลักษณะที่

พึงประสงค์  ดังนี้

1.        ร่างกายเจริญเติบโตตามวัย และมีสุขนิสัยที่ดี

2.        กล้ามเนื้อใหญ่ และกล้ามเนื้อเล็กแข็งแรง ใช้ได้อย่างคล่องแคล่ว  และประสานสัมพันธ์กัน

3.        มีสุขภาพจิตดี และมีความสุข

4.        มีคุณธรรม จริยธรรม และมีจิตใจที่ดีงาม

5.        ชื่นชมและแสดงออกทางศิลปะ  ดนตรี  การเคลื่อนไหว และรักการออกกำลังกาย

6.        ช่วยเหลือตนเองได้เหมาะสมกับวัย

7.        รักธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม และความเป็นไทย

8.        อยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข และปฏิบัติตนเป็นสมาชิกที่ดีของสังคม  ในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

9.        ใช้ภาษาสื่อสารได้เหมาะสมกับวัย

10.    มีความสามารถในการคิด และการแก้ปัญหาได้เหมาะสมกับวัย

11.    มีจินตนาการ และความคิดสร้างสรรค์

12.    มีเจตคติที่ดี ต่อการเรียนรู้ และมีทักษะในการแสวงหาความรู้

 

วิสัยทัศน์

            โรงเรียนจัดการศึกษาให้กับเด็กปฐมวัย ภายใต้บริบทของชุมชน และสังคม ให้มีพัฒนาการด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา อย่างสมดุล มีคุณภาพได้มาตรฐานตามเกณฑ์ที่หลักสูตรกำหนด มีคุณธรรม   จริยธรรม มีคุณลักษณะที่พึงประสงค์ และสามารถดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข

            พัฒนาครูให้สามารถจัดการเรียนการสอน ตามแนวทางการปฏิรูปการเรียนรู้ วัดผล ประเมินผล ด้วยวิธีการที่หลากหลาย มีและใช้สื่อเทคโนโลยีที่ทันสมัย   ระดมทรัพยากรจากชุมชน และภูมิปัญญาท้องถิ่น มาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อการจัดการศึกษา

ภารกิจ

            เพื่อให้การจัดการเรียนการสอนของโรงเรียนบ้านไพรษรสำโรง (ราษฎรบำรุง)    บรรลุตามวิสัยทัศน์ โรงเรียนจึงดำเนินการดังนี้  ดังนี้

1.      เตรียมความพร้อมให้กับเด็ก 3 – 5 ปี ให้มีความพร้อมทั้ง 4 ด้าน มีคุณภาพได้มาตรฐาน

2.      พัฒนาครูให้มีความรู้ความสามารถจัดการเรียนการสอนตามแนวทางการปฏิรูปการเรียนรู้

3.      สนับสนุนให้ครูใช้สื่อ เทคโนโลยี ในการจัดการเรียนการสอน

4.      ระดมทรัพยากรจากชุมชน และใช้ภูมิปัญญามาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อการจัดการศึกษา

 

เป้าหมาย

1.         เตรียมความพร้อมให้กับเด็กปฐมวัยในเขตบริการให้มีความพร้อม และมีคุณภาพ       ไม่น้อยกว่าร้อยละ 80

2.         ครุผู้สอนร้อยละ 100 ได้รับการพัฒนา และสามารถจัดกิจกรรมการเรียนการ           สอน ตามแนวทางการปฏิรูปการเรียนรู้

3.         ครูผู้สอนร้อยละ 100 ใช้แหล่งการเรียนรู้และภูมิปัญญาท้องถิ่น มาใช้ในการ               จัดการเรียนการสอน

4.         ชุมชนร้อยละ 70 ให้ความร่วมมือ ให้การสนับสนุน ทรัพยากรในการจัดการศึกษาของโรงเรียน

            คุณลักษณะตามวัย เน้นความสามารถตามวัยหรือพัฒนาการตามธรรมชาติ  เมื่อเด็กมีอายุถึงวัยนั้นๆ ผู้สอนจำเป็นต้องทำความเข้าใจคุณลักษณะตามวัยของเด็กอายุ   3 – 5 ปี เพื่อนำไปพิจารณาจัดประสบการณ์ให้เด็กแต่ละวัย ได้อย่างถูกต้องเหมาะสม ขณะเดียวกันจะต้องสังเกตเด็กแต่ละคน ซึ่งมีความแตกต่างระหว่างบุคคล เพื่อนำข้อมูลไปใช้ในการพัฒนาเด็ก ให้เต็มตามความสามารถและศักยภาพ พัฒนาการเด็กในแต่ละช่วงอายุ อาจเร็วหรือช้ากว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ และการพัฒนาจะเป็นไปอย่างต่อเนื่อง       ถ้าสังเกตพบว่าเด็กไม่มีความก้าวหน้าอย่างชัดเจน ต้องพาเด็กไปปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ หรือแพทย์เพื่อช่วยเหลือ และแก้ไขได้ทันท่วงที คุณลักษณะตามวัยที่สำคัญ ของเด็กอายุ           3 – 5 ปี 

 


  15 ม.ค. 2555 11:07 น. Admin ลบความคิดเห็นนี้ 
  ผู้ชมทั่วไป gunrapree

  27.130.6.48

  

ตารางที่ 1   แสดงคุณลักษณะตามวัยที่สำคัญ ของเด็ก

เด็กอายุ 3 ปี

พัฒนาการด้านร่างกาย

พัฒนาการด้านอารมณ์และจิตใจ

·    กระโดดขึ้นลงอยู่กับที่ได้

·    รับลูกบอลด้วยมือและลำตัว

·    เดินขึ้นบันไดสลับเท้าได้

·    เขียนรูปวงกลมตามแบบได้

·    ใช้กรรไกรมือเดียวได้

·    แสดงอารมณ์ตามความรู้สึกได้

·    ชอบที่จะทำให้ผู้ใหญ่พอใจและได้คำชม

·    กลัวการพลัดพรากจากผู้เลี้ยงดูใกล้ชิดน้อยลง

 

พัฒนาการด้านสังคม

พัฒนาการด้านสติปัญญา

·    รับประทานอาหารได้ด้วยตนเอง

·    ชอบเล่นแบบคู่ขนาน (เล่นของเล่นชนิดเดียวกันแต่ต่างคนต่างเล่น)

·    เล่นสมมติได้

·    รู้จักการรอคอย

·    สำรวจสิ่งต่างๆที่เหมือนกันและต่างกันได้

·    บอกชื่อของตนเองได้

·    ขอความช่วยเหลือเมื่อมีปัญหา

·    สนทนาโต้ตอบ / เล่าเรื่องด้วยประโยคสั้นๆได้

·    สนใจนิทานและเรื่องราวต่างๆ

·    ร้องเพลง ท่องคำกลอน คำคล้องจองง่ายๆ และแสดงท่าทางเลียนแบบได้.

·    รู้จักใช้คำถาม “อะไร”

·    สร้างผลงานตามความคิดของตนเองอย่างง่าย ๆ

·    อยากรู้อยากเห็นทุกอย่างรอบตัว

 


  15 ม.ค. 2555 11:08 น. Admin ลบความคิดเห็นนี้ 
  ผู้ชมทั่วไป gunrapree

  27.130.6.48

  

เด็กอายุ 4 ปี

พัฒนาการด้านร่างกาย

พัฒนาการด้านอารมณ์และจิตใจ

·    กระโดดขาเดียวอยู่กับที่ได้

·    รับลูกบอลได้ด้วยมือทั้งสอง

·    เดินขึ้นลงบันไดสลับเท้าได้

·    ตัดกระดาษเป็นเส้นตรงได้

·    เขียนรูปสี่เหลี่ยมตามแบบได้

·    กระฉับกระเฉง ไม่ชอบอยู่เฉย

·    แต่งตัวได้ด้วยตนเอง

·    ไปห้องส้วมได้เอง

·    เล่นร่วมกับผู้อื่นได้

·    รอคอยตามลำดับ       ก่อนหลัง

·    แบ่งของให้คนอื่น

·    เก็บของเล่นเข้าที่ได้

·    แสดงออกทางอารมณ์ได้เหมาะสมกับบางสถานการณ์

·    เริ่มรู้จักชื่นชมความสามารถ และผลงาน ของตนเองและผู้อื่นได้

·    ชอบท้าทายผู้ใหญ่

·    ต้องการให้มีคนฟัง คนสนใจ

·    จำแนกสิ่งต่างๆด้วยประสาททั้ง 5 ได้

·    บอกชื่อและนามสกุล ของตนเองได้

·    พยายามแก้ปัญหาด้วยตนเอง หลังจากได้

รับคำชี้แนะ

·    สนทนาโต้ตอบ / เล่าเรื่อง เป็นประโยค

อย่างต่อเนื่อง

·    สร้างผลงานตามความคิดของตนเองโดยมีรายละเอียดเพิ่มขึ้น

·    รู้จักใช้คำถาม “ทำไม”

 

เด็กอายุ 5 ปี

พัฒนาการด้านร่างกาย

พัฒนาการด้านอารมณ์และจิตใจ

·    กระโดดขาเดียวไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่องได้

·    รับลูกบอลที่***นขึ้นจากพื้นได้ด้วยมือทั้งสอง

·    เดินขึ้นลงบันไดสลับเท้าได้อย่างคล่องแคล่ว

·    เขียนรูปสามเหลี่ยมตามแบบได้

·    ตัดกระดาษตามแนวเส้นโค้งที่กำหนด

·    ใช้กล้ามเนื้อเล็กได้ดี เช่น ติดกระดุม ผูกเชือกรองเท้า ฯลฯ

·    ยืดตัวคล่องแคล่ว

·    แสดงอารมณ์ได้สอดคล้องกับสถานการณ์อย่างเหมาะสม

·    ชื่นชมความสามารถ และผลงานของตนเองและผู้อื่น

·    ยึดตัวเองเป็นศูนย์กลางน้อยลง

 

 

พัฒนาการด้านสังคม

พัฒนาการด้านสติปัญญา

·    ปฏิบัติกิจวัตรประจำวันได้ด้วยตนเอง

·    เล่นหรือทำงานร่วมกับผู้อื่นได้

·    พบผู้ใหญ่รู้จักไหว้ทำความเคารพ

·    รู้จักขอบคุณเมื่อรับของจากผู้ใหญ่

·    รับผิดชอบงานที่ได้รับมอบหมาย

·    บอกความแตกต่างของกลิ่น สี เสียง รส รูปร่าง จำแนกและจัดหมวดหมู่สิ่งของได้

·    บอกชื่อ นามสกุล และอายุของตนเองได้

·    พยายามหาวิธีแก้ปัญหาด้วยตนเอง

·    สนทนาโต้ตอบ / เล่าเป็นเรื่องราวได้

·    สร้างผลงานตามความคิดของตนเองโดยมีรายละเอียดเพิ่มขึ้นและแปลกใหม่

·    รู้จักใช้คำถาม “ทำไม”  “อย่างไร”

·    เริ่มเข้าใจสิ่งที่เป็นนามธรรม

·    นับปากเปล่าได้ถึง 20

 


  15 ม.ค. 2555 11:09 น. Admin ลบความคิดเห็นนี้ 
  ผู้ชมทั่วไป gunrapree

  27.130.6.48

  

สาระการเรียนรู้

            สาระการเรียนรู้ใช้เป็นสื่อกลางในการจัดกิจกรรมให้กับเด็ก เพื่อส่งเสริมพัฒนาการทุกด้าน ทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา ซึ่งจำเป็นต่อการพัฒนาเด็กให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ทั้งนี้ สาระการเรียนรู้ประกอบด้วย องค์ความรู้ ทักษะ หรือกระบวนการ และคุณลักษณะ หรือค่านิยม คุณธรรม จริยธรรม ความรู้สำหรับเด็กอายุ 3 – 5 ปี จะเป็นเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับตัวเด็ก บุคคล และสถานที่ ที่แวดล้อมเด็ก ธรรมชาติรอบตัว และสิ่งต่างๆ รอบตัวเด็ก ที่เด็กมีโอกาสใกล้ชิด หรือมีปฏิสัมพันธ์ในชีวิตประจำวัน และเป็นสิ่งที่เด็กจับใจ จะไม่เน้นเนื้อหาการท่องจำ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับทักษะ หรือกระบวนการจำเป็นต้องบูรณาการ ทักษะที่สำคัญและจำเป็นสำหรับเด็ก เช่น ทักษะการเคลื่อนไหว ทักษะทางสังคม ทักษะการคิด ทักษะการใช้ภาษา คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ เป็นต้น   ขณะเดียวกันควรปลูกฝังให้เด็กเกิดเจตคติที่ดี มีค่านิยมที่พึงประสงค์ เช่น ความรู้สึกที่ดีต่อตนเองและผู้อื่น การเรียนรู้ รักธรรมชาติ รักสิ่งแวดล้อม และมีคุณธรรม จริยธรรม ที่เหมาะสมกับวัย เป็นต้น

            ผู้สอน หรือผู้จัดการศึกษา จะนำสาระการเรียนรู้มาจัดในลักษณะหน่วยการสอนแบบบูรณาการ หรือเลือกใช้วิธีการที่สอดคล้องกับปรัชญา และหลักการจัดการศึกษาปฐมวัย สาระการเรียนรู้กำหนดเป็น 2 ส่วน  ดังนี้

1.  ประสบการณ์สำคัญ

            ประสบการณ์สำคัญ เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการพัฒนาเด็กทางด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา ช่วยให้เด็กเกิดทักษะที่สำคัญ สำหรับการสร้างองค์ความรู้ โดยให้เด็กได้มีปฏิสัมพันธ์กับวัตถุ สิ่งของ บุคคลต่างๆที่อยู่รอบตัว รวมทั้งปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม ไปพร้อมกันด้วย ประสบการณ์สำคัญ  มีดังนี้

1.1    ประสบการณ์ที่ส่งเสริมพัฒนาการด้านร่างกาย ได้แก่

การทรงตัว และการประสานสัมพันธ์ของกล้ามเนื้อใหญ่

-          การเคลื่อนไหวอยู่กับที่ และการเคลื่อนไหวเคลื่อนที่

-          การเคลื่อนไหวพร้อมวัสดุอุปกรณ์

-          การเล่นเครื่องเล่นสนาม

การประสานสัมพันธ์ของกล้ามเนื้อเล็ก

-          การเล่นเครื่องเล่นสัมผัส

-          การเขียนภาพและการเล่นกับสี

-          การปั้นและประดิษฐ์สิ่งต่างๆ ด้วยดินเหนียว ดินน้ำมัน แท่งไม้ เศษวัสดุ ฯลฯ

-          การต่อของ บรรจุ เท และแยกชิ้นส่วน

การรักษาสุขภาพ

-  การปฏิบัติตนตามสุขอนามัย

การรักษาความปลอดภัย

-          การรักษาความปลอดภัยของตนเองและผู้อื่นในกิจวัตรประจำวัน

1.2    ประสบการณ์สำคัญที่ส่งเสริมพัฒนาการด้านอารมณ์และจิตใจ  ได้แก่

ดนตรี

-          การแสดงปฏิกิริยาโต้ตอบเสียงดนตรี

-          การเล่นเครื่องดนตรีง่ายๆ  เช่น  เครื่องดนตรีประเภทเคาะ  ประเภทตี  ฯลฯ

-          การร้องเพลง

สุนทรียภาพ

-          การชื่นชมและสร้างสรรค์สิ่งดีงาม

-          การแสดงออกอย่างสนุกสนานกับเรื่องตลก  ขำขันและเรื่องราว / เหตุการณ์ที่สนุกสนานต่างๆ

การเล่น

-          การเล่นอิสระ

-          การเล่นรายบุคคล  การเล่นเป็นกลุ่ม

-          การเล่นในห้องเรียนและนอกห้องเรียน

คุณธรรม จริยธรรม

-  การปฏิบัติตนตามหลักศาสนาที่ตนนับถือ

1.3    ประสบการณ์สำคัญที่ส่งเสริมพัฒนาการด้านสังคม  ได้แก่

              การเรียนรู้ทางสังคม

-          การปฏิบัติกิจวัตรประจำวันของตน

-          การเล่นและการทำงานร่วมกับผู้อื่น

-          การวางแผนตัดสินใจเลือก และลงมือปฏิบัติ

-          การมีโอกาสได้รับรู้ความรู้สึก  ความสนใจ  และความต้องการของตนเอง และผู้อื่น

-          การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและเคารพความคิดเห็นของผู้อื่น

-          การแก้ปัญหาในการเล่น

-          การปฏิบัติตามวัฒนธรรมท้องถิ่นที่อาศัยอยู่และความเป็นไทย

1.4    ประสบการณ์สำคัญที่ส่งเสริมพัฒนาการด้านสติปัญญา  ได้แก่

การคิด

-          การรู้จักสิ่งต่างๆด้วยการมอง  ฟัง  สัมผัส  ชิมรส  และดมกลิ่น

-          การเลียนแบบการกระทำและเสียงต่างๆ

-          การเชื่อมโยงภาพ ภาพถ่าย และรูปแบบต่างๆ กับสิ่งของหรือสถานที่จริง

-          การรับรู้และแสดงความรู้สึกผ่านสื่อ  วัสดุ  ของเล่นและผลงาน

-          การแสดงความคิดสร้างสรรค์ผ่านสื่อ วัสดุต่างๆ

การใช้ภาษา

-          การแสดงความรู้สึกด้วยคำพูด

-          การพูดกับผู้อื่นเกี่ยวกับประสบการณ์ของตนเอง  หรือเรื่องราวเกี่ยวกับตนเอง

-          การอธิบายเกี่ยวกับสิ่งของ เหตุการณ์ และความสัมพันธ์ของสิ่งต่างๆ

-          การฟังเรื่องราวนิทาน  คำคล้องจอง  คำกลอน

-          การเขียนในหลายรูปแบบผ่านประสบการณ์ที่สื่อความหมายต่อเด็ก  เช่นเขียนภาพ  เขียนขีดเขี่ย  เขียนคล้ายตัวอักษร  เขียนเหมือนสัญลักษณ์  เขียนชื่อตนเอง

-          การเขียนในหลายรูปแบบผ่านประสบการณ์ที่สื่อความหมายต่อเด็ก   อ่านภาพ  หรือสัญลักษณ์จากหนังสือนิทาน /  เรื่องราวที่สนใจ

การสังเกต  การจำแนก  และการเปรียบเทียบ

-          การสำรวจและอธิบายความเหมือน  ความต่างของสิ่งต่างๆ

-          การจับคู่ การจำแนก และการจัดกลุ่ม

-          การเปรียบเทียบ เช่น ยาว / สั้น   ขรุขระ / เรียบ ฯลฯ

-          การเรียงลำดับสิ่งต่างๆ

-          การคาดคะเนสิ่งต่างๆ

-          การตั้งสมมุติฐาน

-          การทดลองสิ่งต่างๆ

-          การสืบค้นข้อมูล

-          การใช้หรืออธิบายสิ่งต่างๆ  ด้วยวิธีการที่หลากหลาย

จำนวน

-          การเปรียบเทียบจำนวนมากกว่า / น้อยกว่า / เท่ากัน

-          การนับสิ่งต่างๆ

-          การจับคู่หนึ่งต่อหนึ่ง

-          การเพิ่มขึ้นหรือลดลงของจำนวน หรือปริมาณ

มิติสัมพันธ์ (พื้นที่ / ระยะ)

-          การต่อเข้าด้วยกัน  การแยกออก  การบรรจุและการเทออก

-          การสังเกตสิ่งต่างๆและสถานที่จากมุมมองที่ต่างๆกัน

-          การอธิบายในเรื่องทิศทางการเคลื่อนที่ของคน และสิ่งต่างๆ

-          การสื่อความหมายของมิติสัมพันธ์ด้วยภาพวาด  ภาพถ่าย  และรูปภาพ

เวลา

-          การเริ่มต้น และการหยุดการกระทำโดยสัญญาณ

-          การเปรียบเทียบเวลา  เช่น  ตอนเช้า  ตอนเย็น  เมื่อวานนี้  พรุ่งนี้ ฯลฯ

-          การเรียงลำดับเหตุการณ์ต่างๆ

-          การสังเกตการเปลี่ยนแปลงของฤดู

 


  15 ม.ค. 2555 11:11 น. Admin ลบความคิดเห็นนี้ 
  ผู้ชมทั่วไป gunrapree

  27.130.6.48

  

 

2.  สาระที่ควรเรียนรู้

            สาระที่ควรเรียนรู้เป็นเรื่องราวรอบตัวเด็กที่นำมาเป็นสื่อในการจัดกิจกรรม  ให้เด็กเกิดการเรียนรู้  ไม่เน้นการท่องจำเนื้อหา  ผู้สอนสามารถกำหนดรายละเอียดขึ้นเองให้สอดคล้องกับวัย  ความต้องการและความสนใจของเด็ก  โดยให้เด็กได้เรียนรู้ ผ่านประสบการณ์สำคัญที่ระบุไว้ข้างต้น  ทั้งนี้อาจยืดหยุ่นเนื้อหาได้  โดยคำนึงถึงเนื้อหา  และสิ่งแวดล้อมในชีวิตจริงของเด็ก  สาระที่เด็กอายุ 3- 5 ปี ควรเรียนรู้มีดังนี้

2.1    เรื่องราวเกี่ยวกับตัวเด็ก

เด็กควรรู้จักชื่อ  นามสกุล  รูปร่าง  หน้าตา  รู้จักอวัยวะต่างๆ  วิธีระวังรักษาร่างกายให้สะอาดปลอดภัย  การรับประทานอาหารที่ถูกสุขลักษณะ  เรียนรู้ที่จะเล่นและทำสิ่งต่างๆด้วยตนเองคนเดียวหรือผู้อื่น  ตลอดจนเรียนรู้ที่จะแสดงความคิดเห็น ความรู้สึกและแสดงมารยาทที่ดี

2.2    เรื่องราวเกี่ยวกับบุคคลและสถานที่แวดล้อมเด็ก

เด็กควรได้มีโอกาสรู้จัก  และรับรู้เรื่องราวเกี่ยวกับครอบครัว  สถานศึกษา ชุมชน  รวมทั้งบุคคลต่างๆ  ที่เด็กต้องเกี่ยวข้องหรือมีโอกาสใกล้ชิด  และมีปฏิสัมพันธ์ในชีวิตประจำวัน

2.3    ธรรมชาติรอบตัว

เด็กควรจะได้เรียนรู้สิ่งมีชีวิต  สิ่งไม่มีชีวิต  รวมทั้งความเปลี่ยนแปลงของโลกที่แวดล้อมเด็กตามธรรมชาติ  เช่น  ฤดูกาล  กลางวัน  กลางคืน

2.4    สิ่งต่างๆรอบตัวเด็ก

เด็กควรจะได้รู้จักสี  ขนาด  รูปร่าง  รูปทรง  น้ำหนัก  ผิวสัมผัสของสิ่งต่างๆรอบตัว  สิ่งของเครื่องใช้  ยานพาหนะ  และการสื่อสารต่างๆ  ที่ใช้อยู่ในชีวิตประจำวัน

ระยะเวลาเรียน

ใช้เวลาในการจัดประสบการณ์ให้เด็ก 1-2 ปี การศึกษา  โดยประมาณ  ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับอายุของเด็กที่เริ่มเข้าเรียนในโรงเรียน  และพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ  พุทธศักราช  2546

โครงสร้างหลักสูตรสถานศึกษาระดับการศึกษาปฐมวัย

โรงเรียนบ้านไพรษรสำโรง (ราษฎรบำรุง)    ได้กำหนดโครงสร้างหลักสูตรสถานศึกษาระดับการศึกษาปฐมวัย  ดังนี้

ด้านมาตรฐานคุณลักษณะที่พึงประสงค์และสภาพที่พึงประสงค์  ได้ดำเนินการวิเคราะห์จุดหมายของหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย  พุทธศักราช  2546  โดยกำหนดเป็นมาตรฐานคุณลักษณะที่พึงประสงค์จำนวน  12  มาตรฐาน  ตัวบ่งชี้จำนวน  27  ตัวบ่งชี้และสภาพที่พึงประสงค์จำแนกตามระดับชั้นอนุบาลปีที่  1  (อายุ 4-5 ปี)  ชั้นอนุบาลปีที่  2  (อายุ 5-6 ปี)  ดังต่อไปนี้

 

                  ตารางที่ 2  โครงสร้างหลักสูตรการศึกษาปฐมวัยพุทธศักราช  2546

 

ช่วงอายุ
 

อายุ  3-5  ปี

 

 

 

สาระการเรียนรู้
ประสบการณ์สำคัญ
สาระที่ควรเรียนรู้

Æ    ด้านร่างกาย

Æ    ด้านอารมณ์และจิตใจ

Æ    ด้านสังคม

Æ    ด้านสติปัญญา

Æ    เรื่องราวเกี่ยวกับตัวเด็ก

Æ    เรื่องราวเกี่ยวกับบุคคลและสถานที่แวดล้อมเด็ก

Æ    ธรรมชาติรอบตัว

Æ    สิ่งต่างๆรอบตัวเด็ก

 

ระยะเวลาเรียน

Æ    ขึ้นอยู่กับอายุเด็กที่เริ่ม

เข้ารับการอบรม  เลี้ยงดู  และรับการศึกษา

 

 


ตารางที่ 3   มาตรฐานคุณลักษณะที่พึงประสงค์  ตัวบ่งชี้ และสภาพที่พึงประสงค์

พัฒนาการ

มาตรฐานคุณลักษณะที่พึงประสงค์

 

ตัวบ่งชี้

สภาพที่พึงประสงค์

ด้าน

ร่างกาย

มฐ.  1  ร่างกายเจริญเติบโตตามวัยและมีสุขนิสัยที่ดี

เด็กอายุ 4 ปี

เด็กอายุ 5 ปี

ตัวบ่งชี้ที่  1  มีน้ำหนัก  ส่วนสูง  และเส้นรอบศีรษะตามเกณฑ์อายุ

1.      น้ำหนักและส่วนสูงได้สัดส่วนตามเกณฑ์

2.      เส้นรอบศีรษะตามเกณฑ์อายุ

1.      น้ำหนักและส่วนสูงได้สัดส่วนตามเกณฑ์

2.      เส้นรอบศีรษะตามเกณฑ์อายุ 

 

 

ตัวบ่งชี้ที่  2  รู้จักรักษาสุขอนามัยและ ความ

ปลอดภัย

1.      รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ได้บางชนิด

2.      ล้างมือหลังจากใช้ห้องน้ำห้องส้วม

 

3.      ขับถ่ายเป็นเวลา

4.      พักผ่อนเป็นเวลา

5.      ระมัดระวังความปลอดภัยของตนเอและผู้อื่น

1.      รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ได้หลายชนิด

2.      ล้างมือหลังจากใช้ห้องน้ำห้องส้วม และก่อน            รับประทานอาหาร

3.      ขับถ่ายเป็นเวลา

4.      พักผ่อนเป็นเวลา

ระมัดระวังความปลอดภัยและรู้จักดูแลสุขภาพและป้องกันตนเองไม่ให้เกิดอุบัติเหตุ

 

 

พัฒนาการ

มาตรฐานคุณลักษณะที่พึงประสงค์

 

ตัวบ่งชี้

สภาพที่พึงประสงค์

ด้าน

ร่างกาย

มฐ. 2  กล้ามเนื้อใหญ่และกล้ามเนื้อเล็กแข็งแรง  ใช้ได้อย่างคล่องแคล่วและประสานสัมพันธ์กัน

ตัวบ่งชี้ที่  1  เคลื่อนไหวร่างกายได้อย่างแคล่วคล่องและทรงตัวได้ดี

เด็กอายุ 4 ปี

เด็กอายุ 5 ปี

1.      เดินขึ้นลงบันไดสลับเท้าได้

 

2.      เดินต่อเท้าไปข้างหน้าตามแนวได้

3.      ยืนขาเดียวโดยไม่เสียการทรงตัว

4.      กระโดดขาเดียวอยู่กับที่ได้ต่อเนื่องโดยไม่เสียการ      ทรงตัว

5.      วิ่งและหยุดได้โดยเสียการทรงตัวเล็กน้อย

1.      เดินขึ้นลงบันไดสลับเท้าได้อย่างคล่องแคล่ว

2.      เดินต่อเท้าถอยหลังตามแนวได้

3.      ยืนขาเดียวได้อย่างมั่นคงโดยไม่เสียการทรงตัว

4.      กระโดดขาเดียวไปข้างหน้าได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่เสียการทรงตัว

6.      วิ่งอย่างรวดเร็วและหยุดได้โดยไม่เสียการทรงตัวป้องกันตนเองไม่ให้เกิดอุบัติเหตุ


พัฒนาการ

มาตรฐานคุณลักษณะที่พึงประสงค์

ตัวบ่งชี้

สภาพที่พึงประสงค์

 

 

 

ตัวบ่งชี้ที่  2  ใช้มือได้อย่างคล่องแคล่ว

เด็กอายุ 4 ปี

เด็กอายุ 5 ปี

1.      โยนลูกบอลไปข้างหน้าได้

 

2.      รับลูกบอลได้ด้วยมือทั้งสองข้าง

3.      เขียนรูปสี่เหลี่ยมตามแบบได้

4.      ตัดกระดาษให้อยู่ในแนวตามเส้นตรงได้

5.      ร้อยลูกปัดที่มีรูขนาดเล็กได้

1.      โยนลูกบอลไปข้างหน้าในทิศทางที่ต้องการได้

2.      รับลูกบอลที่***นจากพื้นได้ด้วยมือทั้งสองข้าง

3.      เขียนรูปสามเหลี่ยมตามแบบได้

4.      ตัดกระดาษตามแนวตามเส้นตรง  เส้นโค้งที่กำหนดได้

5.      ร้อยลูกปัดขนาดเล็กได้

6.      ใช้กล้ามเนื้อเล็กได้ดี เช่น ติดกระดุม ผูกเชือกรองเท้า ฯลฯ


พัฒนาการ

มาตรฐานคุณลักษณะที่พึงประสงค์

 

ตัวบ่งชี้

สภาพที่พึงประสงค์

ด้านอารมณ์และจิตใจ

มฐ.3  มีสุขภาพจิตและมีความสุข

เด็กอายุ 4 ปี

เด็กอายุ 5 ปี

ตัวบ่งชี้ที่  1 การแสดงออกทางด้านอารมณ์

อย่างเหมาะสมตามวัยและสถานการณ์

1.      ร่าเริงแจ่มใสอารมณ์ดี

2.      แสดงความรู้สึก  ความต้องการและอารมณ์ของตนเองได้สอดคล้องกับสถานการณ์

1.       ร่าเริงแจ่มใสอารมณ์ดี

2.      แสดงความรู้สึก  ความต้องการและอารมณ์ของตนเองได้สอดคล้องกับวัยและสถานการณ์

 

 

ตัวบ่งชี้ที่  2  มีความรู้สึกที่ดีต่อตนเองและผู้อื่น

1.      บอก / แสดงสีหน้าท่าทางพอใจในผลงาน / ความสามารถและยอมรับในสิ่งที่ตนมีอยู่ เป็นอยู่

2.      รับรู้ความรู้สึกและอารมณ์ของผู้อื่นได้บ้าง

 

1.      บอก / แสดงสีหน้าท่าทางพอใจในผลงาน / ความสามารถและยอมรับในสิ่งที่ตนมีอยู่ / เป็นอยู่

2.      รับรู้ความรู้สึกและแสดงอารมณ์ได้สอดคล้องกับความรู้สึกและอารมณ์ของ ผู้อื่นได้

พัฒนาการ

มาตรฐานคุณลักษณะที่พึงประสงค์

 

ตัวบ่งชี้

สภาพที่พึงประสงค์

 

 

เด็กอายุ 4 ปี

เด็กอายุ 5 ปี

ด้านอารมณ์และจิตใจ

มฐ. 4  มีคุณธรรม จริยธรรม และจิตใจที่ดีงาม

ตัวบ่งชี้ที่  1  มีวินัยใน       ตนเองและมีความรับผิดชอบ

1.      เก็บของเล่นของใช้เข้าที่ได้

 

2.      รับผิดชอบงานที่ได้รับ      มอบหมายจนสำเร็จ

 

3.      รู้จักรอคอยและเข้าแถวตามลำดับก่อนหลัง

4.      บอก / แสดงสีหน้าท่าทางพอใจในผลงาน/ความสามารถและยอมรับในสิ่งที่ผู้อื่นมีอยู่/เป็นอยู่

 

1.      เก็บของเล่นของใช้เข้าที่ได้เรียบร้อย

2.      รับผิดชอบงานที่ได้รับมอบหมายและมุ่งมั่นที่จะทำงานจนสำเร็จด้วยตนเอง

3.      รู้จักรอคอยและเข้าแถวตามลำดับก่อนหลัง

4.      บอก / แสดงสีหน้าท่าทางพอใจในผลงาน/ความสามารถและยอมรับในสิ่งที่ผู้อื่นมีอยู่/เป็นอยู่

 


พัฒนาการ

มาตรฐานคุณลักษณะที่พึงประสงค์

 

ตัวบ่งชี้

สภาพที่พึงประสงค์

ด้านอารมณ์และจิตใจ

มฐ. 4  มีคุณธรรม จริยธรรม และจิตใจที่ดีงาม

เด็กอายุ 4 ปี

เด็กอายุ 5 ปี

ตัวบ่งชี้ที่  2  ซื่อสัตย์สุจริตและยอมรับความ ผิดพลาดของตนเองและผู้อื่น

1.      รู้จักขอโทษและให้อภัย

2.      ไม่แย่งหรือหยิบของผู้อื่นมาเป็นของตนเอง

 

1.      รู้จักขอโทษและให้อภัย

2.      ไม่แย่งหรือหยิบของผู้อื่นมาเป็นของตนเอง

 

 

ตัวบ่งชี้ที่  3  มีความเมตตากรุณาและช่วยเหลือแบ่งปัน

1.      แสดงความรักเพื่อนและสัตว์เลี้ยง

2.      ไม่ทำร้ายผู้อื่นและไม่ทำให้ผู้อื่นเสียใจ

3.      รู้จักแบ่งปันและเริ่ม           ช่วยเหลือผู้อื่น

1.      แสดงความรักเพื่อนเด็กเล็กกว่าและสัตว์ต่างๆ

2.      ไม่ทำร้ายผู้อื่นและไม่ทำให้ ผู้อื่นเสียใจ

3.      แบ่งปันและช่วยเหลือผู้อื่นได้

 

 

ตัวบ่งชี้ที่  4  รู้จักประหยัด

รักษาสิ่งของที่ใช้ร่วมกัน

รู้จักรักษาสิ่งของ/เครื่องใช้ /น้ำ/ไฟอย่างประหยัด

 

 

พัฒนาการ

มาตรฐานคุณลักษณะที่พึงประสงค์

 

ตัวบ่งชี้

สภาพที่พึงประสงค์

ด้านอารมณ์และจิตใจ

มฐ 5  ชื่นชมและแสดงออกทางศิลปะ  ดนตรี  การเคลื่อนไหว  และรักการออกกำลังกาย

เด็กอายุ 4 ปี

เด็กอายุ 5 ปี

ตัวบ่งชี้ที่  1 สนใจและมีความสุขกับศิลปะ  ดนตรี  และการเคลื่อนไหว

1.      สนใจและมีความสุข          ขณะทำงานศิลปะ

2.      สนใจและมีความสุขกับเสียงเพลง  ดนตรี และ         การเคลื่อนไหว

1.      สนใจและมีความสุข             ขณะทำงานศิลปะ

2.      สนใจและมีความสุขกับเสียงเพลง  ดนตรี และ                 การ เคลื่อนไหว

ตัวบ่งชี้ที่  2  แสดงออกทางด้านศิลปะ  ดนตรี  และการเคลื่อนไหวตามจินตนาการ

1.      สร้างสรรค์ผลงานทางด้านศิลปะ

2.      แสดงท่าทางเคลื่อนไหวประกอบเพลง  จังหวะ  และดนตรี

1.      สร้างสรรค์ผลงานทางด้านศิลปะ

2.      แสดงท่าทางเคลื่อนไหวประกอบเพลง  จังหวะ  และดนตรี

 

ตัวบ่งชี้ที่  3  รักการออกกำลังกาย

สนใจและมีความสุขในการชม/เล่น/ออกกำลังกาย

สนใจและมีความสุขในการชม/เล่น/ออกกำลังกาย

 

 

พัฒนาการ

มาตรฐานคุณลักษณะที่พึงประสงค์

 

ตัวบ่งชี้

สภาพที่พึงประสงค์

ด้านสังคม

มฐ. 6 ช่วยเหลือตนเองได้เหมาะสมกับวัย

เด็กอายุ 4 ปี

เด็กอายุ 5 ปี

ตัวบ่งชี้ที่  1  ปฏิบัติกิจวัตรประจำวันได้ด้วย        ตนเอง

1.      แต่งตัวได้ด้วยตนเอง

2.      รับประทานอาหารได้ด้วยตนเองโดยไม่หกเลอะเทอะ

3.      รู้จักทำความสะอาดร่างกายหลังจากเข้าห้องน้ำห้องส้วม

1.      เลือกเครื่องแต่งตัวของตนเองด้วยตนเอง

2.      รับประทานอาหารได้ด้วยตนเองอย่างถูกวิธี

3.      ใช้เครื่องมือ  เครื่องใช้ในการรับประทานอาหารได้

4.      ทำความสะอาดร่างกายได้

ด้านสังคม

มฐ.7   รักธรรมชาติสิ่งแวดล้อมและความเป็นไทย

ตัวบ่งชี้ที่  1  ดูแลรักษาธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

1.      สนใจธรรมชาติและ              สิ่งแวดล้อมรอบตัว

2.      ไม่ทำลายสาธารณะสมบัติ

3.      ช่วยดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมรอบตัว

1.      สนใจธรรมชาติและ              สิ่งแวดล้อมรอบตัว

2.      ไม่ทำลายสาธารณะสมบัติ

3.      ช่วยดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมรอบตัว

พัฒนาการ

มาตรฐานคุณลักษณะที่พึงประสงค์

 

ตัวบ่งชี้

สภาพที่พึงประสงค์

ด้านสังคม

มฐ.7   รักธรรมชาติสิ่งแวดล้อมและความเป็นไทย

เด็กอายุ 4 ปี

เด็กอายุ 5 ปี

ตัวบ่งชี้ที่  2  มีสัมมาคารวะและมารยาทตามวัฒนธรรมไทย

1.      แสดงความเคารพตามประเพณีของแต่ละท้องถิ่นได้

2.      รู้จักกล่าวขอบคุณและขอโทษ

3.      มีมารยาทในการพูด  ฟัง  และปฏิบัติตนได้เหมาะสมตามวัย

1.      แสดงความเคารพตามประเพณีของแต่ละท้องถิ่นได้

2.      รู้จักทักทาย  กล่าวคำขอบคุณและขอโทษ

3.      มีมารยาทในการพูด  ฟัง  และปฏิบัติตนได้เหมาะสมตามกาลเทศะ

ด้านสังคม

มฐ. 8  อยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข และปฏิบัติตนเป็นสมาชิกที่ดีของสังคมในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข

ตัวบ่งชี้ที่  1  เล่นและทำงานร่วมกับผู้อื่นได้

1.      รู้จักรอคอย

2.      เล่นและทำกิจกรรมร่วมกับผู้อื่นได้

1.      รอคอยตามลำดับก่อนหลัง

2.      เล่นและทำกิจกรรมร่วมกันเป็นกลุ่มได้โดยมีจุดหมายร่วมกัน

 

พัฒนาการ

มาตรฐานคุณลักษณะที่พึงประสงค์

ตัวบ่งชี้

สภาพที่พึงประสงค์

ด้านสังคม

มฐ. 8  อยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข และปฏิบัติตนเป็นสมาชิก ที่ดีของสังคมในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข

ตังบ่งชี้ที่  2  ปฏิบัติตนเบื้องต้นในการเป็นสมาชิกที่ดีของสังคมในระบอบประชา ธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข

เด็กอายุ 4 ปี

เด็กอายุ 5 ปี

1.      ปฏิบัติตามข้อตกลงร่วมกัน

2.      เริ่มรู้จักการเป็นผู้นำผู้ตามได้บางครั้ง

1.      ปฏิบัติตามข้อตกลงร่วมกัน

2.      เป็นผู้นำ  ผู้ตามที่ดี

ด้านสติปัญญา

มฐ.  9  ใช้ภาษาสื่อสารได้เหมาะสมกับวัย

ตัวบ่งชี้ที่  1  สนทนา        โต้ตอบเล่าเรื่องให้ผู้อื่นฟังได้

ตัวบ่งชี้ที่  2 อ่านเขียนภาพและสัญลักษณ์ได้

1.      สนทนาโต้ตอบหรือเล่าเรื่องเป็นประโยคอย่างต่อเนื่อง

2.      ฟังและปฏิบัติตามคำสั่งที่ต่อเนื่องได้

1.      เปิดและทำท่าอ่านหนังสือ

2.      ขีดเขียนเป็นเส้นด้วยตัวหนังสือ (โดยไม่เน้นความถูกต้องและไม่ได้เกิดจากการฝึก)

3.      เขียนภาพและสัญลักษณ์ตามความต้องการของตนเองได้

1.      สนทนาโต้ตอบหรือเล่าเป็นเรื่องราวได้

2.      ฟังและนำมาถ่ายทอดได้

1.     เปิดและทำท่าอ่านหนังสือพร้อมทั้งเล่าเรื่องไปด้วย

2.     เขียนชื่อ นามสกุล ของตนเองตามแบบได้

3.     เขียนคำ ข้อความที่ลอกแบบหรือจำมา

พัฒนาการ

มาตรฐานคุณลักษณะที่พึงประสงค์

ตัวบ่งชี้

สภาพที่พึงประสงค์

ด้านสติปัญญา

มฐ.  10 มีความสามารถในการคิดและแก้ปัญหาได้เหมาะสมตามวัย

 

เด็กอายุ 4 ปี

เด็กอายุ 5 ปี

ตัวบ่งชี้ที่  1  มีความคิดรวบยอดในการเรียนรู้สิ่งต่างๆ

1.      บอกคุณสมบัติของสิ่งที่มองเห็นได้  3  อย่าง

2.      บอกรสของสิ่งที่ชิมได้  3  รส

3.      บอกเสียงที่ได้ยินได้  3  เรื่อง

4.      บอกกลิ่นของสิ่งที่ดมได้  3  กลิ่น

5.      บอกความรู้สึกของสิ่งที่สัมผัสได้  3  อย่าง

6.   จำแนกเปรียบเทียบสิ่งต่างๆได้ 4-5 ลักษณะ

1.      บอกคุณสมบัติของสิ่งที่มองเห็นได้  4  อย่าง

2.      บอกรสของสิ่งที่ชิมได้  4  รส

3.      บอกเสียงที่ได้ยินได้  4  เรื่อง

4.      บอกกลิ่นของสิ่งที่ดมได้  4  กลิ่น

5.      บอกความรู้สึกของสิ่งที่สัมผัสได้  4  อย่าง

6.   จำแนกเปรียบเทียบสิ่งต่างๆได้ 6-10 ลักษณะ


พัฒนาการ

มาตรฐานคุณลักษณะที่พึงประสงค์

 

ตัวบ่งชี้

สภาพที่พึงประสงค์

ด้านสติปัญญา

มฐ.  10 มีความสามารถในการคิดและแก้ปัญหาได้เหมาะสมตามวัย

เด็กอายุ 4 ปี

เด็กอายุ 5 ปี

 

7        จัดหมวดหมู่สิ่งต่างๆได้ 3 ลักษณะ

8         เรียงลำดับสิ่งต่างๆได้  3  ลำดับ

9.      เรียงลำดับเหตุการณ์ได้ 4- 5 ลำดับ

10.  บอก/แสดงตำแหน่ง “บน-ล่าง”ทิศทาง”ทางเข้า-ออกได้”

11.  บอก/แสดงความสัมพันธ์ของสิ่งต่างๆได้ 2 ประเภท

12.  บอกหรือแสดงค่าจำนวน   1-5

7        จัดหมวดหมู่สิ่งต่างๆได้ 4ลักษณะ

8        เรียงลำดับสิ่งต่างๆได้  6-10  ลำดับ

9.      เรียงลำดับเหตุการณ์ได้ 6-7 ลำดับ

10.  บอก/แสดงตำแหน่ง “หน้า-หลัง” ระยะใกล้-ไกล”ทิศทาง”ทางตรง-ทางอ้อม

11.  บอก/แสดงความสัมพันธ์ของสิ่งต่างๆได้ 3 ประเภท

12.  บอกหรือแสดงค่าจำนวน   1-10

 

พัฒนาการ

มาตรฐานคุณลักษณะที่พึงประสงค์

 

ตัวบ่งชี้

สภาพที่พึงประสงค์

ด้านสติปัญญา

มฐ.  10 มีความสามารถในการคิดและแก้ปัญหาได้เหมาะสมตามวัย

เด็กอายุ 4 ปี

เด็กอายุ 5 ปี

ตัวบ่งชี้ที่  2 แก้ปัญหาในการเล่นหรือทำกิจกรรมต่างๆ

พยายามแก้ปัญหาด้วยตนเองหลังจากได้รับคำชี้แนะ

พยายามหาวิธีแก้ปัญหาด้วย         ตนเอง

 

มฐ. 11 มีจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์

ตัวบ่งชี้ที่  1  ทำงานศิลปะตามความคิดของตนเอง

1.      สร้างผลงานตามความคิดของตนเองโดยมีรายละเอียด

2.      วาดภาพตามความคิด             สร้างสรรค์ของตนเองได้

1.      สร้างผลงานตามความคิดของตนเองโดยมีรายละเอียดเพิ่มขึ้นและแปลกใหม่

2.      วาดภาพตามความคิดสร้างสรรค์ของตนเองได้

 

 

ตัวบ่งชี้ที่  2  แสดงท่าทางตามความคิดของตนเอง

เคลื่อนไหวท่าทางตามความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการได้

เคลื่อนไหวท่าทางตามความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการได้

 

 

ตัวบ่งชี้ที่  3  เล่าเรื่องราวหรือนิทานตามความคิดของตนเอง

เล่านิทานหรือเรื่องราวตามจินตนาการได้

เล่านิทาน เล่าสิ่งที่ตนคิดหรือเรื่องราวตามจินตนาการได้

 

ด้านสติปัญญา

มฐ.  12 มีเจตคติที่ดีต่อการเรียนรู้และมีทักษะในการแสวงหาความรู้

 

เด็กอายุ 4 ปี

เด็กอายุ 5 ปี

ตัวบ่งชี้ที่  1 สนใจเรียนรู้สิ่งต่างๆ

1.      ร่วมกิจกรรมด้วยความ        

สนใจได้นานอย่างมีความสุข

2.      มีความสนใจหยิบ/เปิด

หนังสือดูและอ่านภาพ

3.      มีความสนใจขีดเขียนลาก

เส้นต่างๆ

1.      ร่วมกิจกรรมด้วยความสนใจ

ตั้งแต่ต้นจนจบอย่างมี    ความสุข

2.      รักหนังสือและมีความสนใจ

หยิบ/เปิด หนังสือดูและอ่านภาพ

3.      รักและสนใจขีดเขียนลากเส้นต่างๆอย่างมีความหมาย

 

 

 

 

 

 

พัฒนาการ

มาตรฐานคุณลักษณะที่พึงประสงค์

 

ตัวบ่งชี้

สภาพที่พึงประสงค์

ด้านสติปัญญา

มฐ.  12 มีเจตคติที่ดีต่อการเรียนรู้และมีทักษะในการแสวงหาความรู้

เด็กอายุ 4 ปี

เด็กอายุ 5 ปี

ตัวบ่งชี้ที่  2  แสวงหา        คำตอบด้วยวิธีที่หลากหลาย

1.      ถามคำถามเกี่ยวกับเรื่องที่สนใจ

2.      แสวงหาคำตอบ/ข้อสงสัย ด้วยวิธีการซักถาม สำรวจ ค้นคว้า ทดลอง

3.      เชื่อมโยงความรู้และทักษะต่างๆ ใช้ในชีวิตประจำวันได้

1.      ถามคำถาม/แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องที่สนใจ

2.      แสวงหาคำตอบ/ข้อสงสัย ด้วยวิธีการต่างๆ ที่หลากหลาย

3.      เชื่อมโยงความรู้และทักษะต่างๆ ในชีวิตประจำวัน

 


หน่วยการจัดประสบการณ์          โรงเรียนบ้านไพรษรสำโรง (ราษฎรบำรุง)    กำหนดหน่วยการจัดประสบการณ์ให้กับเด็กปฐมวัยตามภารกิจของโรงเรียนที่รับจัดการศึกษาระดับการศึกษาปฐมวัยโดยคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล  ความสนใจและความต้องการของผู้เรียนสอดคล้องกับความต้องการของชุมชน  ใช้ภูมิปัญญาและแหล่งเรียนรู้ในชุมชน  ตลอดจนช่วงเวลาหรือฤดูกาลที่เหมาะสม เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อการจัดประสบการณ์ให้กับผู้เรียนมากที่สุด จึงได้กำหนดหน่วยการเรียนรู้เป็น  2  ภาคเรียน  ดังนี้

ตารางที่  4  แสดงหน่วยการจัดประสบการณ์

ภาคเรียนที่/สัปดาห์ที่

ชื่อหน่วย

เวลาเรียน/วัน

1/1

หน่วยปฐมนิเทศ 1

5

1/2

หน่วยปฐมนิเทศ 2

5

1/3

หน่วยตัวเรา 1

5

1/4

หน่วยตัวเรา 2

5

1/5

หน่วยหนูน้อยน่ารัก

5

1/6

หน่วยของเล่นของใช้

5

1/7

หน่วยปลอดภัยไว้ก่อน

5

1/8

หน่วยบ้านแสนสุข

5

1/9

หน่วยพระคุณแม่

5

1/10

หน่วยปลอดโรคติดต่อ

5

1/11

หน่วยพ่อผู้มีพระคุณ

5

1/12

หน่วยชุมชนที่รัก

5

1/13

หน่วยบุคคลที่ควรรู้จัก

5

1/14

หน่วยเมืองไทยที่รัก

5

1/15

หน่วยจังหวัดของเรา

5

1/16

หน่วยวันสำคัญ

5

1/17

หน่วยน้ำ

5

1/18

หน่วยแมลง

5

1/19

หน่วยต้นไม้ที่รัก

5

1/20

หน่วยสัตว์บก

5

2/21

หน่วยสัตว์น้ำ

5

ภาคเรียนที่ / สัปดาห์ที่

ชื่อหน่วย

เวลาเรียน /วัน

2/22

หน่วยโลกสวยด้วยมือเรา

5

2/23

หน่วยอากาศ

5

2/24

หน่วยไม้ดอกไม้ประดับ

5

2/25

หน่วยดิน  หิน  ทราย

5

2/26

หน่วยฤดูร้อน

5

2/27

หน่วยฝนจ๋า

5

2/28

หน่วยฤดูร้อนแสนสนุก

5

2/29

หน่วยฉันรักฤดูหนาว

5

2/30

หน่วยผลไม้

5

2/31

หน่วยเนื้อ  นม  ไข่

5

2/32

หน่วยข้าว

5

2/33

หน่วยผักสดสะอาด

5

2/34

หน่วยคมนาคม

5

2/35

หน่วยการสื่อสาร

5

2/36

หน่วยวิทยาศาสตร์

5

2/37

หน่วยประสาทสัมผัส

5

2/38

หน่วยพลังงาน

5

2/39

หน่วยคณิตคิดสนุก

5

2/40

ประเมินแฟ้มสะสมงาน

5

รวม

39  หน่วย

200  วัน

 

ตารางกิจกรรม

เวลา

กิจกรรม

08.00 – 08.30

รับเด็ก

08.30 - 08.45

เคารพธงชาติ สวดมนต์ไหว้พระ

08.45 - 09.00

ตรวจสุขภาพ ไปห้องน้ำ

09.00 – 09.20

กิจกรรมเคลื่อนไหว และจังหวะ

09.20 – 10.20

กิจกรรมสร้างสรรค์ และการเล่นตามมุม

10.20 – 10.30

พัก รับประทานอาหารว่างเช้า

เวลา

กิจกรรม

10.30 – 10.45

กิจกรรมเสริมประสบการณ์

10.45 –11.30

กิจกรรมกลางแจ้ง

11.30 – 12.00

พัก รับประทานอาหารกลางวัน

12.00 – 14.00

นอนพักผ่อน

14.00 – 14.20

เก็บที่นอน ล้างหน้า

14.20 – 14.30

พักรับประทานอาหารว่างบ่าย

14.30 – 14.50

เกมการศึกษา

14.50 – 15.00

เตรียมตัวกลับบ้าน

 


  15 ม.ค. 2555 11:12 น. Admin ลบความคิดเห็นนี้ 
  ผู้ชมทั่วไป gunrapree

  27.130.6.48

  

การจัดประสบการณ์  

            การจัดประสบการณ์ สำหรับเด็กปฐมวัย เป็นการจัดในรูปของกิจกรรมบูรณาการผ่านการเล่น เพื่อให้เด็กเรียนรู้จากประสบการณ์ตรง เกิดความรู้ ทักษะคุณธรรม

จริยธรรม รวมทั้งเกิดการพัฒนาทั้งทางด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา โดยมีหลักการ และแนวทางการจัดประสบการณ์  ดังนี้

1.  หลักการจัดประสบการณ์

1.1    จัดประสบการณ์การเล่น และการเรียนรู้ เพื่อพัฒนาเด็กโดยองค์รวมอย่าง        ต่อเนื่อง

1.2    เน้นเด็กเป็นสำคัญ สนองความต้องการ ความสนใจ ความแตกต่าง ระหว่างบุคคล และบริบทของสังคมที่เด็กอาศัยอยู่

1.3    จัดให้เด็กได้รับการพัฒนา โดยให้ความสำคัญทั้งกระบวนการ และผลผลิต

1.4    จัดประเมินพัฒนาการให้เป็นกระบวนการอย่างต่อเนื่อง และเป็นส่วนหนึ่งของการจัดประสบการณ์

1.5    ให้ผู้ปกครองและชุมชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาเด็ก

2.  แนวทางการจัดประสบการณ์

1.1    จัดประสบการณ์ให้สอดคล้องกับจิตวิทยาพัฒนาการ คือ เหมาะสมกับอายุ   วุฒิภาวะ และรับพัฒนาการเพื่อให้เด็กทุกคน ได้พัฒนาเต็มตามศักยภาพ

1.2    จัดประสบการณ์ให้สอดคล้องกับลักษณะการเรียนรู้ของเด็กวัยนี้ คือ เด็กได้ลงมือกระทำ เรียนรู้ผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 ได้เคลื่อนไหว สำรวจ เล่น สังเกต สืบค้น ทดลอง และคิดแก้ปัญหาด้วยตนเอง

1.3    จัดประสบการณ์ในรูปแบบบูรณาการ คือ บูรณาการทั้งทักษะ และสาระการเรียนรู้

1.4    จัดประสบการณ์ให้เด็กได้ริเริ่มคิดวางแผน ตัดสินใจ ลงมือกระทำ และนำเสนอความคิด โดยผู้สอนเป็นผู้สนับสนุน อำนวยความสะดวก และเรียนรู้ร่วมกับเด็ก

1.5    จัดประสบการณ์ให้เด็กมีปฏิสัมพันธ์กับเด็กอื่น กับผู้ใหญ่ ภายใต้  สภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ ในบรรยากาศที่อบอุ่นมีความสุข และเรียนรู้การทำกิจกรรมแบบร่วมมือในลักษณะต่างๆกัน

1.6    จัดประสบการณ์ให้เด็กมีปฏิสัมพันธ์กับสื่อ และแหล่งการเรียนรู้ที่ หลากหลาย และอยู่ในวิถีชีวิตของเด็ก

1.7    จัดประสบการณ์ที่เสริมลักษณะนิสัยที่ดี และทักษะการใช้ชีวิตประจำวัน ตลอดจนสอดแทรกคุณธรรม จริยธรรมให้เป็นส่วนหนึ่งของการจัด         ประสบการณ์การเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง

1.8    จัดประสบการณ์ทั้งในลักษณะที่มีการวางแผนไว้ล่วงหน้า และแผนที่เกิดขึ้นในสภาพจริงโดยไม่ได้คาดการณ์ไว้

1.9    ให้ผู้ปกครองและชุมชนมีส่วนร่วมในการจัดการประสบการณ์ทั้งการวางแผน  การสนับสนุนสื่อการสอน  การเข้าร่วมกิจกรรม  และการประเมินพัฒนาการ

1.10  จัดทำสารนิทัศน์ด้วยการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กเป็นรายบุคคลนำมาไตร่ตรอง  และใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาเด็กและการวิจัยในชั้นเรียน

2.      การจัดกิจกรรมประจำวัน

กิจกรรมสำหรับเด็กปฐมวัย (4-5 ปี)  สามารถนำมาจัดเป็นกิจกรรมประจำวันได้หลายรูปแบบ  เป็นการช่วยให้ทั้งผู้สอนและเด็กทราบว่าแต่ละวันจะทำกิจกรรมอะไร  เมื่อใด  และอย่างไร  การจัดกิจกรรมประจำวัน  มีหลักการจัดและขอบข่ายของกิจกรรมประจำวัน ดังนี้

2.1    หลักการจัดกิจกรรมประจำวัน

1.1.1       กำหนดระยะเวลาในการจัดกิจกรรมแต่ละกิจกรรมให้เหมาะสมกับวัยของเด็กในแต่ละวัน

1.1.2       กิจกรรมที่ต้องใช้ความคิดทั้งในกลุ่มเล็กและกลุ่มใหญ่  ไม่ควรใช้เวลาต่อเนื่องนานเกินกว่า  20  นาที 

1.1.3       กิจกรรมที่เด็กมีอิสระเลือกเล่นเสรี  เช่น  การเล่นตามมุม  การเล่นกลางแจ้ง ฯลฯ  ใช้เวลาประมาณ  40-60  นาที

1.1.4        กิจกรรมควรมีความสมดุลระหว่างกิจกรรมในห้องและนอกห้อง  กิจกรรมที่ใช้กล้ามเนื้อใหญ่และกล้ามเนื้อเล็กกิจกรรมที่เป็นรายบุคคล   กิจกรรมกลุ่มย่อยและกลุ่มใหญ่กิจกรรมที่เด็กเป็นผู้ริเริ่มและผู้สอนเป็นผู้ริเริ่มและ กิจกรรมที่ใช้กำลัง  และไม่ใช้กำลัง  จัดให้ครอบคลุมทุกประเภท  ทั้งนี้ กิจกรรมที่ต้องออกกำลังกายควรจัดสลับกับกิจกรรมที่ไม่ต้องออกกำลังมากนัก  เพื่อเด็กจะได้ไม่เหนื่อยเกินไป

1.2   ขอบข่ายของกิจกรรมประจำวัน 

การเลือกกิจกรรมที่จะนำมาจัดในแต่ละวัน  ต้องให้ครอบคุลมสิ่งต่อไปนี้

1.2.1        การพัฒนากล้ามเนื้อใหญ่  เพื่อให้เด็กได้พัฒนาความแข็งแรงของกล้ามเนื้อใหญ่  การเคลื่อนไหว  และความคล่องแคล่วในการใช้อวัยวะต่างๆ  จึงควรจัดกิจกรรมโดยให้เด็กได้เล่นอิสระกลางแจ้ง  เล่นเครื่องเล่นสนาม  เคลื่อนไหวร่างกายตามจังหวะดนตรี

1.2.2        การพัฒนากล้ามเนื้อเล็ก  เพื่อให้เด็กได้พัฒนาความแข็งแรงของกล้ามเนื้อเล็ก  การประสานสัมพันธ์ระหว่างมือและตา  จึงควรจัดกิจกรรมโดยให้เด็กได้เล่นเครื่องเล่นสัมผัส  เล่นเกมต่อภาพ  ฝึกช่วยเหลือตนเองในการแต่งกาย  หยิบจับช้อนส้อม  ใช้อุปกรณ์ศิลปะ  เช่น สีเทียน  กรรไกร  พู่กัน  ดินเหนียว  ฯลฯ

1.2.3        การพัฒนาอารมณ์  จิตใจ  และปลูกฝังคุณธรรม จริยรรม  เพื่อให้เด็กมีความรู้สึกที่ดี  ต่อตนเองและผู้อื่น  มีความเชื่อมั่น  กล้าแสดงออก  มีวินัยในตนเอง  รับผิดชอบ  ซื่อสัตย์  ประหยัด  เมตตา  กรุณา  เอื้อเฟื้อ  แบ่งปัน  มีมารยาทและปฏิบัติตนตามวัฒนธรรมไทย  และศาสนาที่นับถือ  จึงควรจัดกิจกรรมต่างๆ  ผ่านการเล่น  ให้เด็กได้มีโอกาสตัดสินใจเลือก  ได้รับการตอบสนองตามความต้องการ  ได้ฝึกปฏิบัติโดยสอดแทรก  คุณธรรม จริยธรรม  ตลอดเวลาที่โอกาสเอื้ออำนวย 

1.2.4        การพัฒนาสังคมนิสัย  เพื่อให้เด็กมีลักษณะนิสัยที่ดี  แสดงออกอย่างเหมาะสมและอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข  ช่วยเหลือตนเองในการทำกิจวัตรประจำวัน  มีนิสัยรักการทำงาน  รู้จักระมัดระวังความปลอดภัยของตนเองและผู้อื่น  จึงควรจัดให้เด็กได้ปฏิบัติกิจวัตรประจำวันอย่างสม่ำเสมอ  เช่น  รับประทานอาหาร  พักผ่อนนอนหลับ  ขับถ่าย  ทำความสะอาดร่างกาย  เล่นและทำงานร่วมกับผู้อื่น  ปฏิบัติตามกฎกติกาข้อตกลงของส่วนรวม  เก็บของเข้าที่เมื่อเล่นหรือทำงานเสร็จ  ฯลฯ

1.2.5        การพัฒนาความคิด  เพื่อให้เด็กได้พัฒนาความคิดรวบยอด  สังเกต  จำแนก  เปรียบเทียบ  จัดหมวดหมู่  เรียงลำดับเหตุการณ์  แก้ปัญหา  จึงควรจัดกิจกรรมให้เด็กสนทนา  อภิปราย  แลกเปลี่ยนความคิดเห็น เชิญวิทยากรมาพูดคุยกับเด็ก  ค้นคว้าจากแหล่งข้อมูลต่างๆ  ทดลอง  ศึกษานอกสถานที่  ประกอบอาหาร  หรือจัดให้เด็กได้เล่นเกมการศึกษาที่เหมาะสม  กับวัยอย่างหลากหลาย  ฝึกการแก้ปัญหาในชีวิตประจำวันและในการทำกิจกรรม  ทั้งที่เป็นกลุ่มย่อยกลุ่มใหญ่ หรือรายบุคคล

1.2.6        การพัฒนาภาษา  เพื่อให้เด็กได้มีโอกาสใช้ภาษาสื่อสาร  ถ่ายทอดความรู้สึก  ความนึกคิด  ความรู้ความเข้าใจในสิ่งต่างๆ  ที่เด็กมีประสบการณ์  จึงควรจัดกิจกรรมทางภาษา  ให้มีความหลากหลายในสภาพแวดล้อม  ที่เอื้อต่อการเรียนรู้  มุ่งปลูกฝังให้เด็กรักการอ่าน  และบุคลากรที่แวดล้อมต้องเป็นแบบอย่างที่ดี  ในการใช้ภาษา  ทั้งนี้ต้องคำนึงถึงหลักการจัดกิจกรรมทางภาษา  ที่เหมาะสม

1.2.7        การส่งเสริมจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์เพื่อให้เด็กได้พัฒนาความคิดสร้างสรรค์  ได้ถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกและเห็นความสวยงามของสิ่งต่างๆรอบตัว  โดยใช้กิจกรรมศิลปะและดนตรีเป็นสื่อ  ใช้การเคลื่อนไหวและจังหวะตามจินตนาการ  ให้ประดิษฐ์สิ่งต่างๆอย่างอิสระตามความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ของเด็ก  เล่นบทบาทสมมุติในมุมเล่นต่างๆ  เล่นน้ำ  เล่นทราย  เล่นก่อสร้างสิ่งต่างๆ  เช่นแท่งไม้รูปทรงต่างๆ  ฯลฯ

 

การประเมินพัฒนาการ

การประเมินพัฒนาการเด็กอายุ 3-5 ปี  เป็นการประเมินพัฒนาการทางด้านร่างกาย  อารมณ์  จิตใจ  สังคมและสติปัญญาของเด็ก  โดยถือเป็นกระบวนการต่อเนื่องและเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมปกติที่จัดให้เด็กในแต่ละวัน  ทั้งนี้ให้มุ่งนำข้อมูลการประเมินมาพิจารณาปรับปรุง  วางแผนการจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมให้เด็กแต่ละคนได้รับการพัฒนาตามจุดหมายของหลักสูตร  การประเมินพัฒนาการควรยึดหลัก ดังนี้

1.        ประเมินพัฒนาการของเด็กครบทุกด้านและนำผลมาพัฒนาเด็ก

2.        ประเมินเป็นรายบุคคล  อย่างสม่ำเสมอต่อเนื่องตลอดปี

3.        สภาพการประเมินควรมีลักษณะเช่นเดียวกับการปฏิบัติกิจกรรมประจำวัน

4.        ประเมินอย่างเป็นระบบ  มีการวางแผน  เลือกใช้เครื่องมือ  และจดบันทึกไว้เป็นหลักฐาน

5.        ประเมินตามสภาพจริงด้วยวิธีการที่หลากหลายเหมาะกับเด็ก  รวมทั้งใช้แหล่งข้อมูลหลายๆด้าน  ไม่ควรใช้การทดสอบ  สำหรับวิธีการที่เหมาะสมและควรใช้กับเด็กอายุ 3-5 ปี ได้แก่  การสังเกต  การบันทึกพฤติกรรม  การสนทนา  การสัมภาษณ์  การวิเคราะห์ข้อมูลจากผลงานของเด็กที่เก็บอย่างมีระบบ

 

 

 

 

 

 

 

การบริหารจัดการหลักสูตร

บทบาทที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการหลักสูตร

การนำหลักสูตรการศึกษาปฐมวัยสู่การปฏิบัติให้เกิดประสิทธิภาพตามจุดหมายของหลักสูตร  ผู้เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการหลักสูตรในระบบสถานศึกษา  ได้แก่  ผู้บริหาร  ผู้สอน  พ่อแม่    หรือผู้ปกครอง  และชุมชน  มีบทบาทสำคัญยิ่งต่อการพัฒนาคุณภาพของเด็ก

1.      บทบาทผู้บริหารสถานศึกษาปฐมวัย 

    การจัดการศึกษาแก่เด็กปฐมวัยในระบบสถานศึกษาให้เกิดประสิทธิผลสูงสุด  ผู้บริหารสถานศึกษาควรมีบทบาท  ดังนี้

1.1          ศึกษาทำความเข้าใจหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย  และมีวิสัยทัศน์ด้านการจัดการศึกษาปฐมวัย

1.2         คัดเลือกบุคลกรที่ทำงานกับเด็ก  เช่น  ผู้สอน  พี่เลี้ยง  อย่างเหมาะสม  โดยคำนึงถึงคุณสมบัติหลักของบุคลกร  ดังนี้ 

1.2.1        มีวุฒิทางการศึกษาด้านการอนุบาล  การศึกษาปฐมวัยหรือผ่าน    การอบรมเกี่ยวกับการจัดการศึกษาปฐมวัย

1.2.2        มีความรักเด็ก  จิตใจดี  มีอารมณ์ขันและใจเย็น  ให้ความเป็นกันเองกับเด็กอย่างเสมอภาค

1.2.3        มีบุคลิกของความเป็นผู้สอน  เข้าใจและยอมรับธรรมชาติของเด็กตามวัย

1.2.4        พูดจาสุภาพเรียบร้อย  ชัดเจนเป็นแบบอย่างได้

1.2.5        มีความเป็นระเบียบวินัยและแบบอย่างได้

1.2.6        มีความอดทนขยันซื่อสัตย์ในการปฏิบัติงานในหน้าที่และการปฏิบัติต่อเด็ก

1.2.7        มีอารมณ์ร่วมกับเด็กรู้จักรับฟัง  พิจารณาเรื่องราวต่างๆของเด็ก  และตัดสินปัญหาต่างๆอย่างมีเหตุผลด้วยความเป็นธรรม

1.2.8        มีสุขภาพกายและสุขภาพจิตสมบูรณ์

1.3         ส่งเสริมการจัดบริการทางการศึกษาให้เด็กได้เข้าเรียนอย่างทั่วถึงและเสมอภาคและปฏิบัติการรับเด็กตามเกณฑ์ที่กำหนด

1.4         ส่งเสริมให้ผู้สอนและผู้ปฏิบัติงานกับเด็กพัฒนาตนเองมีความก้าวหน้าอยู่เสมอ

1.5         เป็นผู้นำในการจัดทำหลักสูตรสถานศึกษาโดยร่วมให้ความเห็นชอบ  กำหนดวิสัยทัศน์และคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของเด็กทุกช่วงอายุ 

1.6         สร้างความร่วมมือและประสานกับบุคลากรทุกฝ่ายในการจัดทำหลักสูตรสถานศึกษา 

1.7         จัดให้มีข้อมูลสารสนเทศเกี่ยวกับตัวเด็ก  งานวิชาการหลักสูตรอย่าง เป็นระบบและมีการประชาสัมพันธ์หลักสูตรสถานศึกษา

1.8         สนับสนุนการจัดสภาพแวดล้อมตลอดจนสื่อวัสดุ  อุปกรณ์ที่เอื้ออำนวยต่อการเรียนรู้ 

1.9         นิเทศกำกับติดตามการใช้หลักสูตร  โดยจัดให้มีการนิเทศภายในอย่างมีระบบ

1.10     กำกับติดตามให้มีการประเมินคุณภาพภายในสถานศึกษาและนำผลจากการประเมินไปใช้ในการพัฒนาคุณภาพเด็ก

1.11     กำกับติดตามให้มีการประเมินการนำหลักสูตรไปใช้เพื่อนำผลจากการประเมินมาปรับปรุงและพัฒนาสาระของหลักสูตร  ของสถานศึกษาให้สอดคล้องกับความต้องการของเด็ก  บริบทสังคม  และให้มีความทันสมัย

2.      บทบาทผู้สอนปฐมวัย

การพัฒนาคุณภาพเด็กโดยถือว่าเด็กมีความสำคัญที่สุด  กระบวนการจัดการศึกษาต้องส่งเสริมให้เด็กสามารถพัฒนาตนตามธรรมชาติ  สอดคล้องกับพัฒนาการและเต็มตามศักยภาพ  ดังนั้น  ผู้สอนจึงมีบทบาทสำคัญยิ่งที่จะทำให้กระบวนการจัดการ เรียนรู้ดังกล่าวบรรลุผลอย่างมีประสิทธิภาพ  ผู้สอนจึงควรมีบทบาท / หน้าที่  ดังนี้

2.1  บทบาทในฐานะผู้เสริมสร้างการเรียนรู้

2.1.1   จัดประสบการณ์การเรียนรู้สำหรับเด็กที่เด็กกำหนดขึ้นด้วยตัวเด็กเองและผู้สอนกับเด็กร่วมกันกำหนด  โดยเสริมสร้างพัฒนาการ เด็กให้ครอบคลุมทุกด้าน

2.1.2   ส่งเสริมให้เด็กใช้ข้อมูลแวดล้อมศักยภาพของตัวเด็กและหลักทางวิชาการในการผลิต  กระทำ  หรือหาคำตอบในสิ่งที่เด็กเรียนรู้อย่างมีเหตุผล 

2.1.3   กระตุ้นให้เด็กร่วมคิดแก้ปัญหา  ค้นคว้า หาคำตอบด้วยตนเอง  ด้วยวิธีการศึกษาที่นำไปสู่การใฝ่รู้  และพัฒนาตนเอง

2.1.4   จัดสภาพแวดล้อมและบรรยากาศการเรียนที่ส่งเสริมให้เด็กทำกิจกรรมได้เต็มศักยภาพและความแตกต่างของเด็กแต่ละบุคคล

2.1.5   สอดแทรกการอบรมด้านจริยธรรมและค่านิยมที่พึงประสงค์ในการจัดการเรียนรู้  และกิจกรรมต่างๆอย่างสม่ำเสมอ 

2.1.6   ใช้กิจกรรมการเล่นเป็นสื่อการเรียนรู้สำหรับเด็กให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

2.1.7   ใช้ปฏิสัมพันธ์ที่ดีระหว่างผู้สอนและเด็ก  ในการดำเนินกิจกรรมการเรียนการสอนอย่างสม่ำเสมอ

2.1.8   จัดการประเมินผลการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับสภาพจริงและนำผลการประเมินมาปรับปรุง  พัฒนาคุณภาพเด็กเต็มศักยภาพ 

1.2          บทบาทในฐานะผู้ดูแลเด็ก

1.2.1         สังเกตและส่งเสริมพัฒนาการเด็กทุกด้าน  ทั้งด้านร่างกาย   อารมณ์  จิตใจ  สังคม  และสติปัญญา

1.2.2        ฝึกให้เด็กช่วยเหลือตนเองในชีวิตประจำวัน

1.2.3        ฝึกให้เด็กมีความเชื่อมั่น  มีความภูมิใจในตนเองและกล้าแสดงออก

1.2.4        ฝึกการเรียนรู้หน้าที่  ความมีวินัย  และการมีนิสัยที่ดี

1.2.5        จำแนกพฤติกรรมเด็กและสร้างเสริมลักษณะนิสัยและแก้ปัญหา เฉพาะบุคคล

1.2.6        ประสานความร่วมมือระหว่างสถานศึกษา  บ้าน  และชุมชน เพื่อให้เด็กได้พัฒนาเต็มตามศักยภาพและมีคุณลักษณะที่พึงประสงค์

1.3          บทบาทในฐานะนักพัฒนาเทคโนโลยีการสอน

1.3.1        นำนวัตกรรม  เทคโนโลยีทางการสอนมาประยุกต์ใช้อย่าง เหมาะสมกับสภาพบริบทสังคม  ชุมชน  และท้องถิ่น

1.3.2        ใช้เทคโนโลยีและแหล่งเรียนรู้ในชุมชนในการส่งเสริมการเรียนรู้ให้แก่เด็ก

1.3.3        จัดทำวิจัยในชั้นเรียน  เพื่อนำไปปรับปรุงพัฒนาหลักสูตร /กระบวน การเรียนรู้และพัฒนาสื่อการเรียนรู้

1.3.4        พัฒนาตนเองให้เป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้  มีคุณลักษณะของผู้  ใฝ่รู้ใฝ่มีวิสัยทัศน์และทันสมัยทันเหตุการณ์ในยุคของข้อมูล  ข่าวสาร

1.4          บทบาทในฐานะผู้บริหารหลักสูตร

1.4.1        ทำหน้าที่วางแผนกำหนดหลักสูตร  หน่วยการเรียนรู้  การจัดกิจกรรมการเรียนรู้  การประเมินผลการเรียนรู้

1.4.2        จัดทำแผนการจัดประสบการณ์ที่เน้นเด็กเป็นสำคัญ  ให้เด็กมีอิสระในการเรียนรู้ทั้งกายและใจ  เปิดโอกาสให้เด็กเรียน / ทำงาน และเรียนรู้ทั้งรายบุคคลและเป็นกลุ่ม

1.4.3        ประเมินผลการใช้หลักสูตร  เพื่อนำผลการประเมินมาปรับปรุงพัฒนาหลักสูตรให้ทันสมัย  สอดคล้องกับความต้องการของผู้เรียน  ชุมชน  และท้องถิ่น

2.      บทบาทของพ่อแม่ หรือผู้ปกครองเด็กปฐมวัย                                                                 

การศึกษาระดับปฐมวัยเป็นการศึกษาที่จัดการศึกษาให้แก่เด็กที่ผู้สอนและพ่อแม่ หรือผู้ปกครองต้องสื่อสารกันตลอดเวลา  เพื่อความเข้าใจตรงกันและพร้อมร่วมมือกันในการจัดการศึกษาให้กับเด็ก  ดังนั้น  พ่อแม่  หรือผู้ปกครองควรมีบทบาทและหน้าที่  ดังนี้

1.1         มีส่วนร่วมในการกำหนดแผนพัฒนาสถานศึกษาและให้ความเห็นชอบ  กำหนดแผนการเรียนรู้ของเด็กร่วมกับผู้สอนและเด็ก

1.2         ส่งเสริมสนับสนุนกิจกรรมของสถานศึกษา  และกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาเด็กเต็มศักยภาพ

1.3         เป็นเครือข่ายการเรียนรู้  จัดบรรยากาศภายในบ้านให้เอื้อต่อการเรียนรู้

1.4         สนับสนุนทรัพยากรเพื่อการศึกษาตามความเหมาะสมและจำเป็น

1.5         อบรมเลี้ยงดู  เอาใจใส่  และให้ความรัก  ความอบอุ่น  ส่งเสริมการเรียนรู้และพัฒนาการด้านต่างๆของเด็ก

1.6         ป้องกันและแก้ไขปัญหาพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ตลอดจนส่งเสริมคุณลักษณะที่พึงประสงค์  โดยประสานความร่วมมือกับผู้สอนและผู้เกี่ยวข้อง

1.7         เป็นแบบอย่างที่ดีทั้งในด้านการปฏิบัติตนให้เป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้  และมีคุณธรรมนำไปสู่การพัฒนาให้เป็นสถาบันแห่งการเรียนรู้

1.8         มีส่วนร่วมในการประเมินผลการเรียนรู้ของเด็กประเมินการจัดการศึกษาของสถานศึกษา

2.                  บทบาทของชุมชน  

การปฏิรูปการศึกษา  ตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ  ..  2542  ได้กำหนดให้ชุมชนมีบทบาทในการมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา  โดยให้มีการประสานความร่วมมือเพื่อร่วมมือกันพัฒนาผู้เรียนตามศักยภาพ  ดังนั้น  ชุมชนจึงมีบทบาทในการจัดการศึกษาปฐมวัย  ดังนี้

2.1    มีส่วนร่วมในการบริหารสถานศึกษา  ในบทบาทของคณะกรรมการสถานศึกษา สมาคม/ชมรมผู้ปกครอง

2.2    มีส่วนร่วมในการจัดทำแผนพัฒนาสถานศึกษาเพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินการของสถานศึกษา

2.3    เป็นศูนย์การเรียนรู้  เครือข่ายการเรียนรู้ ให้เด็กเรียนรู้และมีประสบการณ์จากสภาพจริง

2.4    ให้การสนับสนุนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ของสถานศึกษา

2.5    ส่งเสริมให้มีการระดมทรัพยากรเพื่อการศึกษา  ตลอดจนวิทยากรภายนอกและภูมิปัญญาท้องถิ่น  เพื่อเสริมสร้างพัฒนาการของเด็กทุกด้าน  รวมทั้ง สืบสานจารีตประเพณี  ศิลปวัฒนธรรม  ของท้องถิ่นและของชาติ

2.6    ประสานงานกับองค์กรทั้งภาครัฐ   และเอกชน  เพื่อให้สถานศึกษาเป็นแหล่งวิทยาการของชุมชน  และมีส่วนในการพัฒนาชุมชนและท้องถิ่น

2.7    มีส่วนร่วมในการตรวจสอบ  และประเมินผลการจัดการศึกษาของ สถานศึกษา  ทำหน้าที่เสนอแนะในการจัดการพัฒนาการศึกษาของสถานศึกษา

การจัดบรรยากาศและสภาพแวดล้อม

การจัดสภาพแวดล้อมในสถานศึกษาปฐมวัย  มีความสำคัญต่อเด็กเนื่องจากธรรมชาติของเด็กในวัยนี้สนใจที่จะเรียนรู้ ค้นคว้า ทดลองและต้องการสัมผัสสิ่งแวดล้อมรอบๆตัว  ดังนั้นการจัด เตรียมสิ่งแวดล้อมอย่างเหมาะสม  ตามความต้องการของเด็ก  จึงมีความสำคัญที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมและการเรียนรู้ของเด็ก  เด็กสามารถเรียนรู้จากการเล่นที่เป็นประสบการณ์ตรงที่เกิดจากการรับรู้ด้วยประสาทสัมผัสทั้ง 5  จึงจำเป็นต้องจัดสิ่งแวดล้อมในสถานศึกษาให้สอดคล้องกับสภาพและความต้องการของหลักสูตร  เพื่อส่งผลให้บรรลุจุดหมายในการพัฒนาเด็ก

            การจัดสภาพแวดล้อมจะต้องคำนึงถึงสิ่งต่อไปนี้

1.        ความสะอาด  ความปลอดภัย

2.        ความมีอิสระอย่างมีขอบเขตในการเล่น

3.        ความสะดวกในการทำกิจกรรม

4.        ความพร้อมของอาคารสถานที่  เช่น  ห้องเรียน  ห้องน้ำ  ห้องส้วม  สนามเด็กเล่น ฯลฯ

5.        ความเพียงพอเหมาะสมในเรื่องขนาด  น้ำหนัก  จำนวน  สี  ของสื่อและเครื่องเล่น

6.        บรรยากาศในการเรียนรู้  การจัดที่เรียนและมุมประสบการณ์ต่างๆ

 

สภาพแวดล้อมภายในห้องเรียน 

            หลักสำคัญในการจัดต้องคำนึงถึงความปลอดภัย  ความสะอาด  เป้าหมาย

การพัฒนาเด็ก  ความเป็นระเบียบ  ความเป็นตัวของเด็กเอง  ให้เด็กเกิดความรู้สึกอบอุ่น  มั่นใจ  และมีความสุข  ซึ่งอาจจัดแบ่งพื้นที่ให้เหมาะสมกับการประกอบกิจกรรม

ตามหลักสูตร  ดังนี้

1.      พื้นที่อำนวยความสะดวกเพื่อเด็กและผู้สอน

1.1    ที่แสดงผลงานของเด็ก  อาจจัดเป็นแผ่นป้าย  หรือที่แขวนผลงาน

1.2    ที่เก็บแฟ้มผลงานของเด็ก  อาจจัดทำเป็นกล่องหรือจัดใส่แฟ้มรายบุคคล

1.3    ที่เก็บเครื่องใช้ส่วนตัวของเด็ก  อาจทำเป็นช่องตามจำนวนเด็ก

1.4    ที่เก็บเครื่องใช้ของผู้สอน  เช่น  อุปกรณ์การสอน  ของส่วนตัวผู้สอน  ฯลฯ

1.5    ป้ายนิเทศตามหน่วยการสอนหรือสิ่งที่เด็กสนใจ

2.       พื้นที่ปฏิบัติกิจกรรมและการเคลื่อนไหว  ต้องกำหนดให้ชัดเจน  ควรมีพื้นที่ที่เด็กสาารถจะทำงานได้ด้วยตนเอง  และทำกิจกรรมด้วยกันในกลุ่มเล็ก  หรือกลุ่มใหญ่  เด็กสามารถเคลื่อนไหว  ได้อย่างอิสระจากกิจกรรมหนึ่งไปยังกิจกรรมหนึ่งโดยไม่รบกวนผู้อื่น

3.  พื้นที่จัดมุมเล่นหรือมุมประสบการณ์  สามารถจัดได้ตามความเหมาะสมขึ้นอยู่กับสภาพของห้องเรียน  จัดแยกส่วนที่ใช้เสียงดังและเงียบออกจากกัน  เช่น  มุมบล็อก  อยู่ห่างจากมุมหนังสือ  มุมบทบาทสมมุติอยู่ติดกับมุมบล็อก   มุมวิทยาศาสตร์อยู่ใกล้กับมุมศิลปะ  ฯลฯ  ที่สำคัญจะต้องมีของเล่น  วัสดุอุปกรณ์ในมุมอย่างเพียงพอต่อการเรียนรู้ของเด็ก  การเล่นในมุมเล่นอย่างเสรี  มักถูกกำหนดไว้ในตารางกิจกรรมประจำวัน  เพื่อให้โอกาสเด็กได้เล่นกันอย่างเสรี  ประมาณวันละ  60  นาที  การจัดมุมเล่นต่างๆผู้สอนควรคำนึงถึงสิ่งต่อไปนี้

3.1      ในห้องเรียนควรมีมุมเล่นอย่างน้อย 3-5 มุม  ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับพื้นที่ของห้อง 

3.2      ควรได้มีการผลัดเปลี่ยนสื่อของเล่นตามมุมบ้าง  ตามความสนใจของเด็ก

3.3      การจัดให้มีประสบการณ์ที่เด็กเรียนรู้ไปแล้วปรากฏอยู่ในมุมเล่น  เช่น  เด็กเรียนรู้เรื่องผีเสื้อ  ผู้สอนอาจจัดให้มีการเลี้ยงหนอน  หรือมีผีเสื้อสต๊าฟใส่กล่องไว้ให้เด็กดูในมุมธรรมชาติศึกษาหรือมุมวิทยาศาสตร์  ฯลฯ

3.4      ควรเปิดโอกาสให้เด็กมีส่วนในการจัดมุมเล่น  ทั้งนี้เพื่อจูงใจให้เด็กรู้สึกเป็น    เจ้าของ  อยากเรียนรู้  อยากเข้าเล่น

3.5      ควรเสริมสร้างวินัยให้กับเด็ก  โดยมีข้อตกลงร่วมกันว่าเมื่อเล่นเสร็จแล้วจะต้องจัดเก็บอุปกรณ์ทุกอย่างเข้าที่ให้เรียบร้อย

 

ตัวอย่างมุมเล่นหรือมุมประสบการณ์ที่ควรจัดมี  ดังนี้

มุมบล็อก

            เป็นมุมที่จัดเก็บไม้ตันที่มีขนาดและรูปทรงต่างๆกัน  เด็กสามารถนำมาเล่น

ต่อประกอบกัน  เป็นสิ่งต่างๆตามจินตนาการ  ความคิดสร้างสรรค์ของตนเอง

การจัด

          มุมบล็อกเป็นมุมที่ควรจัดให้อยู่ห่างจากความสงบ  เช่น  มุมหนังสือ  ทั้งนี้  เพราะเสียงจากการเล่นก่อไม้บล็อก  อาจทำลายสมาธิของเด็กที่อยู่ในมุมหนังสือได้ 

นอกจากนี้ยังควรอยู่ห่างจากทางเดินผ่านหรือทางเข้าออกของห้องเพื่อไม่ให้กีดขวางทางเดินหือเกิดอันตรายจากการเดินสะดุดไม้บล็อก

            การจัดเก็บไม้บล็อกเหล่านี้  ควรจัดวางไว้ในระดับที่เด็กสามารถหยิบมาเล่น  หรือนำเก็บไว้ด้วยตนเองได้อย่างสะดวก ปลอดภัยและควรฝึกให้เด็กหัดจัดเก็บเป็นหมวดหมู่  เพื่อความเป็นระเบียบสวยงาม

มุมหนังสือ

            ในห้องเรียนควรมีที่เงียบสงบ  สำหรับให้เด็กได้ดูรูปภาพ  อ่านหนังสือนิทาน  ฟังนิทาน  ผู้สอนควรได้จัดมุมหนังสือให้เด็กได้คุ้นเคยกับตัวหนังสือ  และได้ทำกิจกรรมสงบตามลำพัง  หรือเป็นกลุ่มเล็กๆ

          การจัด

            มุมหนังสือ  เป็นมุมที่ต้องการความสงบควรจัดห่างจากมุมที่มีเสียง  เช่น  มุมบล็อก  มุมบทบาทสมมุติ  ฯลฯ  และควรจัดบรรยากาศจูงใจให้เด็กได้เข้าไปใช้เพื่อเด็กจะได้คุ้นเคยกับตัวหนังสือและปลูกฝังนิสัยรักการอ่านให้แก่เด็ก

มุมบทบาทสมมุติ

            มุมบทบาทสมมุติเป็นมุมที่จัดขึ้นเพื่อให้เด็กมีโอกาสได้นำเอาประสบการณ์ที่ได้รับจากบ้านหรือชุมชนมาเล่นแสดงบทบาทสมมุติเลียนแบบบุคคลต่างๆตามจินตนาการของตน  เช่น  เป็นพ่อแม่ในมุมบ้าน  เป็นหมอในมุมหมอ  เป็นพ่อค้าแม่ค้าในมุมร้านค้า ฯลฯ  การเล่นดังกล่าวเป็นการปลูกฝังความสำนึกถึงบทบาททางสังคมที่เด็กได้พบเห็นในชีวิตจริง

          การจัด

          มุมบทบาทสมมุตินี้    ควรอยู่ใกล้มุมบล็อกและอาจจัดให้เป็นสถานที่ต่างๆ

นอกเหนือจากการจัดเป็นบ้านโดยสังเกตการเล่นและความสนใจของเด็กว่ามีการเปลี่ยนแปลงบทบาทการเล่นจากบทบาทเดิมไปสู่รูปแบบการเล่นอื่นหรือไม่อุปกรณ์ที่นำมาจัดก็ควรเปลี่ยนแปลงไปตามความสนใจของเด็กเช่นกันดังนั้นมุมบทบาทสมมุติจึงอาจจัดเป็นบ้าน  ร้านอาหาร  ร้านขายของ  ร้านเสริมสวย  โรงพยาบาล  เป็นต้น 

ในขณะเดียวกัน  อุปกรณ์ที่นำมาจัดให้เด็กก็ต้องไม่เป็นอันตรายและมีความเหมาะสม

กับสภาพท้องถิ่น

สื่อและแหล่งการเรียนรู้

เป็นหน้าที่ของสถานศึกษาในการจัดการหาสื่อ  เทคโนโลยี ในการจัดการเรียนการสอน  ส่งเสริมสนับสนุนให้ผู้สอนผลิต  ใช้  บำรุงรักษาและพัฒนาสื่อ  ดังรายละเอียดต่อไปนี้

การเลือกสื่อ  มีวิธีการเลือกสื่อ  ดังนี้

1.    เลือกให้ตรงกับจุดมุ่งหมายและเรื่องที่สอน

2.    เลือกให้เหมาะสมกับวัยและความสามารถของเด็ก

3.    เลือกให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมของท้องถิ่นที่เด็กอยู่หรือสถานภาพของสถานศึกษา

4.    มีวิธีการใช้ง่ายและนำไปใช้ได้หลายกิจกรรม

5.    มีความถูกต้องตามเนื้อหาและทันสมัย

6.    มีคุณภาพดี  เช่น  ภาพชัดเจน  ขนาดเหมาะสม  ไม่ใช้สีสะท้อนแสง

7.    เลือกสื่อที่เด็กเข้าใจง่ายในเวลาสั้นๆ  ไม่ซับซ้อน

8.    เลือกสื่อที่สามารถสัมผัสได้

9.    เลือกสื่อเพื่อใช้ฝึก  และส่งเสริมการคิดเป็น  ทำเป็น  และกล้าแสดงความคิดเห็นด้วยความมั่นใจ 

การจัดหาสื่อ  สามารถจัดหาได้หลายวิธีคือ 

1.      จัดหาโดยการขอยืมจากแหล่งต่างๆ  เช่น  ศูนย์สื่อของสถานศึกษาของรัฐบาล  หรือสถานศึกษาของเอกชน ฯลฯ

2.      จัดซื้อสื่อและเครื่องเล่นโดยวางแผนการจัดซื้อตามลำดับความจำเป็นเพื่อให้สอดคล้องกับงบประมาณ  ที่ทางสถานศึกษาสามารถจัดหาให้  และสอดคล้องกับแผนการจัดประสบการณ์

3.      ผลิตสื่อและเครื่องเล่นขึ้นใช้เอง  โดยใช้วัสดุที่ปลอดภัยและหาง่าย  เป็นเศษวัสดุเหลือใช้ที่มีอยู่ในท้องถิ่นนั้นๆ  เช่น  กระดาษแข็งจากลังกระดาษ  รูปภาพจากแผ่นป้ายโฆษณา  รูปภาพจากหนังสือนิตยสารต่างๆ  เป็นต้น

 

ขั้นตอนการดำเนินการผลิตสื่อสำหรับเด็ก  มีดังนี้

1.      สำรวจความต้องการของการใช้สื่อให้ตรงกับจุดประสงค์สาระการเรียนรู้และกิจกรรมที่จัด

2.      วางแผนการผลิต  โดยกำหนดจุดมุ่งหมายและรูปแบบของสื่อให้เหมาะสมกับวัยและความสามารถของเด็ก

3.      ผลิตสื่อตามรูปแบบที่เตรียมไว้

4.      นำสื่อไปทดลองใช้หลายๆครั้ง  เพื่อหาข้อดี  ข้อเสีย  จะได้ปรับปรุงแก้ไขให้ดียิ่งขึ้น

5.      นำสื่อที่ปรับปรุงแก้ไขแล้วไปใช้จริง

การใช้สื่อ  ดำเนินการดังนี้

1.     การเตรียมพร้อมก่อนใช้สื่อ  มีขั้นตอน  คือ 

1.1    เตรียมตัวผู้สอน

-                 ผู้สอนจะต้องศึกษาจุดมุ่งหมายและวางแผนว่าจะจัดกิจกรรมอะไรบ้าง

-                 เตรียมจัดหาสื่อและศึกษาวิธีการใช้สื่อ

-                 จัดเตรียมสื่อและวัสดุอื่นๆ  ที่จะต้องใช้ร่วมกัน

-                 ทดลองใช้สื่อก่อนนำไปใช้จริง

1.2    เตรียมตัวเด็ก

-                   ศึกษาความรู้พื้นฐานเดิมของเด็ก  ให้สัมพันธ์กับเรื่องที่จะสอน 

-                   เร้าความสนใจเด็กโดยใช้สื่อประกอบการเรียนการสอน

-                   ให้เด็กมีความรับผิดชอบ  รู้จักใช้สื่ออย่างสร้างสรรค์  ไม่ใช่ทำลาย  เล่นแล้วเก็บให้ถูกที่

1.3    เตรียมสื่อให้พร้อมก่อนนำไปใช้

-                   จัดลำดับการใช้สื่อว่าจะใช้อะไรก่อนหรือหลัง  เพื่อความสะดวกในการสอน

-                   ตรวจสอบและเตรียมเครื่องมือให้พร้อมที่จะใช้ได้ทันที 

-                   เตรียมวัสดุอุปกรณ์ที่จะใช้ร่วมกับสื่อ

2.       การนำเสนอสื่อเพื่อให้บรรลุผลโดยเฉพาะในกิจกรรมเสริมประสบการณ์ควรปฏิบัติ  ดังนี้

2.1  สร้างความพร้อมและเร้าความสนใจให้เด็กก่อนจัดกิจกรรมทุกครั้ง

2.2  ใช้สื่อตามลำดับขั้นของแผนการจัดกิจกรรมที่กำหนดไว้

2.3  ไม่ควรให้เด็กเห็นสื่อหลาย ๆ ชนิดพร้อม ๆ กัน เพราะจะทำให้เด็กไม่สนใจกิจกรรมที่สอน

2.4  ผู้สอนควรยืนอยู่ด้านข้างหรือด้านหลังของสื่อที่ใช้กับเด็ก  ผู้สอนไม่ควรยืนหันหลังให้เด็ก  จะต้องพูดคุยกับเด็กและสังเกตความสนใจของเด็ก  พร้อมทั้งสำรวจข้อบกพร่องของสื่อที่ใช้  เพื่อนำไปปรับปรุงแก้ไขให้ดีขึ้น

2.5  เปิดโอกาสให้เด็กได้ร่วมใช้สื่อ

ข้อควรระวังในการใช้สื่อการเรียนการสอน  การใช้สื่อในระดับปฐมวัย  ควรระวังในเรื่องต่อไปนี้ 

1.        วัสดุที่ใช้  ต้องไม่มีพิษ  ไม่หักและแตกง่าย  มีพื้นผิวเรียบไม่เป็นเสี้ยน

2.        ขนาด  ไม่ควรมีขนาดใหญ่เกินไป เพราะยากต่อการหยิบยก  อาจจะตกลงมาเสียหาย  แตกเป็นอันตรายต่อเด็กหรือใช้ไม่สะดวก  เช่นกรรไกรขนาดใหญ่  โต๊ะ  เก้าอี้ที่ใหญ่ และสูงเกินไป  และไม่ควรมีขนาดเล็กเกินไป  เด็กอาจจะนำไปอม  หรือกลืน   ทำให้ติดคอหรือไหลลงท้องได้  เช่น  ลูกปัดเล็ก  ลูกแก้วเล็ก ฯลฯ

3.        รูปทรง  ไม่เป็นรูปทรงแหลม  รูปทรงเหลี่ยม  เป็นสัน 

4.        น้ำหนัก    ไม่ควรมีน้ำหนักมาก  เพราะเด็กยกหรือหยิบไม่ไหว  อาจจะตกลงมาเป็นอันตรายต่อตัวเด็ก

5.        สื่อที่เป็นอันตรายต่อตัวเด็ก   เช่น  สารเคมี  วัตถุไวไฟ  ฯลฯ

6.        สีที่เป็นอันตรายต่อสายตา  เช่น  สีสะท้อนแสง ฯลฯ

การประเมินการใช้สื่อ

            ควรพิจารณาจากองค์ประกอบ  3  ประการ  คือ ผู้สอน  เด็ก  สื่อ  เพื่อจะได้ทราบว่าสื่อนั้น  ช่วยให้เด็กเรียนรู้ได้มากน้อยเพียงใด  จะได้นำมาปรับปรุงการผลิต  และการใช้สื่อให้ดียิ่งขึ้น  โดยใช้วิธีสังเกต  ดังนี้

1.        สื่อนั้นช่วยให้เด็กเกิดการเรียนรู้เพียงใด

2.        เด็กชอบสื่อนั้นเพียงใด

3.        สื่อนั้นช่วยการสอนตรงกับจุดประสงค์หรือไม่  ถูกต้องตามสาระการเรียนรู้และทันสมัยหรือไม่ 

4.        สื่อนั้นช่วยให้เด็กสนใจมากน้อยเพียงใด  เพราะเหตุใด

  การเก็บรักษาและซ่อมแซมสื่อ

การจัดเก็บสื่อเป็นการส่งเสริมให้เด็กฝึกการสังเกต  การเปรียบเทียบ  การจัดกลุ่ม  ส่งเสริมความรับผิดชอบ  ความมีน้ำใจ  ช่วยเหลือ  ผู้สอนไม่ควรใช้การเก็บสื่อ  เป็นการลงโทษเด็ก  โดยดำเนินการ ดังนี้ 

1.        เก็บสื่อให้เป็นระเบียบและเป็นหมวดหมู่ตามลักษณะ  ประเภทของสื่อ  สื่อที่เหมือนกันจัดเก็บหรือจัดวางไว้ด้วยกัน

2.        วางสื่อในระดับสายตาของเด็ก  เพื่อให้เด็กหยิบใช้จัดเก็บได้ด้วยตนเอง

3.        ภาชนะที่จัดเก็บสื่อควรโปร่งใส  เพื่อให้เด็กเห็นสิ่งที่อยู่ภายในได้ง่าย และควรมีมือจับเพื่อให้สะดวกในการขนย้าย

4.        ฝึกให้เด็กรู้ความหมายของรูปภาพหรือสีที่เป็นสัญลักษณ์แทนหมวดหมู่  ประเภทสื่อ  เพื่อเด็กจะได้เก็บเข้าที่ได้ถูกต้อง  การใช้สัญลักษณ์ควรมีความหมายต่อการเรียนรู้ของเด็ก  สัญลักษณ์ควรใช้สื่อของจริง  ภาพถ่ายหรือสำเนา  ภาพวาด  ภาพโครงร่าง  หรือภาพประจุด  หรือบัตรคำติดคู่สัญลักษณ์อย่างใดอย่างหนึ่ง

5.        ตรวจสอบสื่อหลังจากที่ใช้แล้วทุกครั้ง  ว่ามีสภาพสมบูรณ์  จำนวนครบถ้วนหรือไม่ 

6.        ซ่อมแซมสื่อชำรุดและทำเติมส่วนที่ขาดหายไปให้ครบชุด

 

การพัฒนาสื่อ

การพัฒนาสื่อเพื่อใช้ประกอบการจัดกิจกรรมในระดับปฐมวัยนั้น  ก่อนอื่นควรได้สำรวจข้อมูล    สภาพปัญหาต่างๆของสื่อทุกประเภทที่ใช้อยู่ว่ามีอะไรบ้างที่จะต้องปรับปรุงแก้ไข  เพื่อจะได้ปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับความต้องการ

แนวทางการพัฒนาสื่อ  ควรมีลักษณะเฉพาะดังนี้ 

1.        ปรับปรุงสื่อให้ทันสมัยเข้ากับเหตุการณ์ใช้ได้สะดวก ไม่ซับซ้อนเกินไป เหมาะสมกับวัยของเด็ก

2.        รักษาความสะอาดของสื่อ  ถ้าเป็นวัสดุที่ล้างน้ำได้  เมื่อใช้แล้วควรได้ล้างเช็ดหรือ ปัดฝุ่นให้สะอาด  เก็บไว้เป็นหมวดหมู่  วางเป็นระเบียบ

3.        ถ้าเป็นสื่อที่ผู้สอนผลิตขึ้นมาใช้เอง  และผ่านการทดลองใช้มาแล้ว  ควรเขียนคู่มือประกอบการใช้สื่อนั้น  โดยบอกชื่อสื่อ  ประโยชน์และวิธีใช้สื่อ  รวมทั้งจำนวนชิ้นส่วนของสื่อในชุดนั้น  และเก็บคู่มือไว้ในซอง  หรือถุง  พร้อมสื่อที่ผลิต

4.        พัฒนาสื่อที่สร้างสรรค์  ใช้ได้อเนกประสงค์ คือ  เป็นได้ทั้งสื่อเสริมพัฒนาการ  และเป็นของเล่นสนุกสนานเพลิดเพลิน

การจัดการแหล่งการเรียนรู้

            สถานศึกษาต้องจัดให้มีการสำรวจแหล่งการเรียนรู้ทั้งภายในสถานศึกษา ภายนอกสถานศึกษา และภายในชุมชน ภายนอกชุมชน ภูมิปัญญาท้องถิ่นปราชญ์ชาวบ้าน ทั้งนี้ต้องสอดคล้องกับพัฒนาการ ความสนใจของผู้เรียน และสอดคล้องกับหลักสูตรสถานศึกษา ระดับการศึกษาปฐมวัย จัดทำเป็นสารสนเทศอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ครูผู้สอน สามารถใช้แหล่งการเรียนรู้ให้เกิดประโยชน์ต่อการจัดการเรียนการสอน แลพัฒนาผู้เรียนให้ถึงขีดสุด ตามศักยภาพของผู้เรียน

            2.1. ศึกษาปัญหา  เนื่องจากผู้วิจัยมีประสบการณ์ในด้านการสอนคณิตศาสตร์เป็นเวลานาน  ทำให้ทราบปัญหาการเรียนรู้ในวิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นอนุบาล ว่านักเรียนจะมีปัญหาเกี่ยวกับการบอกค่าจำนวน 1 – 10  นักเรียนไม่สามารถบอกค่าจำนวน 1 – 10   ได้ถูกต้อง อันเป็นปัญหาในการเรียนรู้ในทักษะอื่นๆ อีกทั้งระดับผลการเรียนในวิชาคณิตศาสตร์ค่อนข้างต่ำ  ไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้

          2.2  หาวิธีการแก้ปัญหา   ผู้วิจัยได้ศึกษาเอกสารและตำราต่างๆ  ทั้งเอกสารหลักสูตร เอกสารงานวิจัย  และเอกสารวิชาการที่เกี่ยวข้องกับคณิตศาสตร์  เพื่อใช้เป็นแนวทางในการสร้างเครื่องมือที่ใช้ในการแก้ปัญหาการบอกค่าจำนวน  1 – 10   ภายใต้กรอบของหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน  พุทธศักราช  2544  โดยผู้วิจัยได้ศึกษาเอกสารต่อไปนี้        
          1 )  หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย  พุทธศักราช  2546  ซึ่งทำให้เข้าใจหลักการ  จุดมุ่งหมาย  โครงสร้างอัตราเวลาเรียน  ตลอดจนคำอธิบายรายวิชา      
          2 )  คู่มือหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย  พุทธศักราช   2546  ทำให้รู้แนวทางการนำหลักสูตรไปใช้เพื่อให้ได้ผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง  และเป้าหมายของหลักสูตร  
          3 )  คู่มือประเมินผลการเรียน ตามหลักสูตรประถมศึกษาพุทธศักราช  2521(ฉบับปรับปรุง  .. 2533) ทำให้เข้าใจแนวทางการวัดผลประเมินผล ตามระเบียบกระทรวง ศึกษาธิการ  ว่าด้วยการประเมินผลการเรียนตามหลักสูตร          
4 ) หลักสูตรกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์  ตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย  พุทธศักราช  2546 ทำให้ทราบความสำคัญ   ธรรมชาติ วิสัยทัศน์  มาตรฐานการเรียนรู้ และสาระการเรียนรู้ในช่วงชั้นต่างๆ           
5 )  เอกสารอบรมครูผู้สอนแนวทางการใช้หลักสูตรการศึกษาปฐมวัยพุทธศักราช  2546  เพื่อใช้เป็นแนวทางในการจัดทำแผนการจัดการเรียนรู้และวิธีดำเนินการตามแผน         
          6 )  เอกสารการสอนชุดวิชา  สถิติ  วิจัย  และการประเมินผลการศึกษาหน่วยที่  9 – 15 ของมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช  เพื่อใช้เป็นแนวทางในการจัดทำแบบทดสอบและเก็บค่าสถิติ          7 )  คุณลักษณะเฉพาะของข้อสอบ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์  ของกองแผนงานวิชาการ  สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ  (2538 ) เพื่อเป็นแนวทางจัดทำแบบทดสอบและเก็บค่าสถิติ 
          8 ) เอกสารเสริมความรู้พัฒนาทักษะคณิตศาสตร์  ของหน่วยศึกษานิเทศก์  สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ  (2539)

 

2. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับแบบฝึกทักษะ

            1.  ความหมายและความสำคัญของแบบฝึก 

                 แบบฝึกเป็นนวัตกรรมส่วนหนึ่งที่ครูสร้างขึ้น  เพื่อให้เด็กได้ทำหลังจากการเรียน             การสอนเสร็จสิ้นลงแล้ว เป็นการช่วยให้เด็กเกิดความรู้ความเข้าใจ ความชำนาญ  และเกิดความคงทนในการเรียนรู้  ถือเป็นเอกสารที่มีความสำคัญยิ่งในการเรียนการสอน 

                     สุนันทา  สุนทรประเสริฐ  ได้กล่าวถึงความหมายและความสำคัญของแบบฝึกไว้ในหนังสือ การผลิตนวัตกรรมการเรียนการสอน  การสร้างแบบฝึก  (2544:1-2)  ดังนี้

                    จินตนา ใบกาซูยี (2535:17 : อ้างอิงใน สุนันทา สุนทรประเสริฐ. 2544 : 1-2) ได้ให้ความหมายของแบบฝึกว่า  แบบฝึกเป็นแบบฝึกหัดเป็นสื่อการเรียนสำหรับให้นักเรียนได้ฝึกปฏิบัติ เพื่อช่วยเสริมให้เกิดทักษะและความแตกฉานในบทเรียน 

                     ศศิธร  สุทธิแพทย์ (2547 :63)  แบบฝึกหัดเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง  ครูต้องให้ แบบฝึกหัดที่เหมาะสม เพื่อฝึกหลังจากที่ได้เรียนเนื้อหาจากแบบเรียนไปแล้ว ให้มีความรู้ กว้างขวาง  จึงถือว่าแบบฝึกหัดเป็นอุปกรณ์การเรียนการสอนอย่างหนึ่งซึ่งครูสามารถนำไปใช้ประกอบกิจกรรมการเรียนการสอนได้เป็นอย่างดี  ช่วยให้การเรียนการสอนประสบผลสำเร็จ

               จากความเห็นของนักวิชาการดังกล่าว  เกี่ยวกับความหมายและความสำคัญของ  แบบฝึกหรือแบบฝึกหัด  จึงพอสรุปได้ว่า

               แบบฝึกหรือแบบฝึกหัด  คือสื่อการสอนชนิดหนึ่ง ที่ใช้ฝึกทักษะให้กับนักเรียน  หลังจากเรียนจบเนื้อหาในช่วงหนึ่งๆ  เพื่อฝึกฝนให้เกิดความรู้ความเข้าใจ  รวมทั้งเกิดความชำนาญในเรื่องนั้นๆ  ดังนั้นแบบฝึกจึงมีความสำคัญต่อนักเรียนไม่น้อยในการที่จะช่วย   เสริมสร้างทักษะให้กับ         นักเรียน  ได้เกิดการเรียนรู้และเข้าใจได้เร็วขึ้น  ชัดเจนขึ้น  กว้างขวางขึ้น  ทำให้การสอนของครูและการเรียนของนักเรียนประสบผลสำเร็จอย่างมีประสิทธิภาพ  

            ด้วยเหตุผลดังกล่าวผู้สอนจึงสนใจและพัฒนาแบบฝึกจำนวน 6  เรื่อง  คือ คำที่มีเครื่องหมายทัณฑฆาต ตัว ฤ และฤๅ การอ่านคำที่ประวิสรรชนีย์ คำที่ไม่ประวิสรรชนีย์  คำพ้องรูปและคำพ้องเสียง  คำราชาศัพท์และคำสุภาพ และคำที่มาจากภาษาต่างประเทศ เพื่อพัฒนานักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  3 โรงเรียนบ้านนาดี ให้เกิดการเรียนรู้และเข้าใจได้เร็วขึ้น และเป็นการเสริมสร้างทักษะให้กับนักเรียน 

            2.  หลักการสร้างแบบฝึก 

                       แบบฝึกหัดมีไว้ให้นักเรียนได้ฝึกปฏิบัติ  เพื่อช่วยเสริมทักษะและความแตกฉาน                      ในบทเรียน  ดังนั้นแบบฝึกหัดจึงเป็นสื่อที่ครูใช้เป็นเครื่องมือให้นักเรียนได้ฝึกฝนในการเรียนรู้วิชาภาษาไทยซึ่งเป็นวิชาทักษะที่ต้องเรียนรู้ด้วยการฝึกทบทวนอยู่เสมอ  จึงควรใช้แบบฝึกหัดช่วยส่งเสริมการเรียนรู้

                     สมปัต   ตัญตรัยรัตน์  ( 2540 : 21-23 ) กล่าวว่า  เมื่อนักเรียนได้สร้างความสัมพันธ์กับ        สิ่งใดก็จะเกิดการตอบสนองและปลูกฝังจนเป็นนิสัย  และยังได้กล่าวถึง  กฎแห่งการนำไปใช้  อีกว่านักจิตวิทยาเมืองไทยมีความเห็นว่าวิชาภาษาไทยเป็นวิชาทักษะความแน่นแฟ้นในเนื้อหาวิชาขึ้นอยู่กับการฝึกฝนและการนำไปใช้  หากฝึกไว้จนเข้าใจและ จำได้ดีแล้วแต่ไม่มีโอกาสใช้  ในไม่ช้าไม่นาน                   ก็จะลืม  ในการจัดการเรียนการสอนจึงพึงให้  นักเรียนมีโอกาสได้ฝึกบ่อยๆ จนเป็นนิสัย

                     รัชนี  ศรีไพรวรรณ  (2517 : 412 – 413)  ได้เสนอหลักในการทำแบบฝึกที่ดีดังนี้ 

                           1. ให้สอดคล้องกับจิตวิทยาและพัฒนาการของเด็กและลำดับขั้นของการเรียน   เด็กแรกเรียนยังมีประสบการณ์น้อย  แบบฝึกทักษะจะต้องอาศัยรูปแบบ สีสวยจูงใจเด็ก  และเป็นไปตามลำดับความยากง่าย  เพื่อให้เด็กมีกำลังใจทำ

                            2. ให้มีจุดมุ่งหมายว่าจะฝึกด้านใด แล้วจัดเนื้อหาให้ตรงกับความมุ่งหมายที่วางไว้  ครูจะต้องจัดทำไว้ล่วงหน้าเสมอ

                            3.  ต้องคำนึงถึงความแตกต่างของเด็ก  ถ้าสามารถแยกตามความสามารถและจัดทำแบบฝึกหัดเพื่อส่งเสริมเด็กแต่ละกลุ่มได้ก็ยิ่งดี

                            4.  ในแบบฝึกต้องมีคำชี้แจงง่าย ๆ  สั้น  เพื่อให้เด็กเข้าใจ  ถ้าเด็กยังอ่าน   ไม่ได้ครูต้องชี้แจงด้วยคำพูดที่ใช้ภาษาต่าง ๆ  ให้เด็กสามารถทำตามคำสั่งได้

                            5.  แบบฝึกต้องมีความถูกต้อง  ควรจะต้องตรวจพิจารณาดูให้ถี่ถ้วน   อย่าให้มี        ข้อผิดพลาดได้                  

                           6.  การให้เด็กทำแบบฝึกแต่ละครั้งต้องให้เหมาะสมกับเวลาและความสนใจ       ของเด็ก  เด็กเล็ก ๆ ย่อมสนใจจะทำสิ่งใด ๆ ได้ไม่นาน 

                           7.  ควรทำแบบฝึกหลาย ๆ แบบ  เพื่อให้เด็กเรียนรู้ได้กว้างขวางและส่งเสริมให้ เกิดความคิด  

                           8.  กระดาษที่ให้เด็กทำแบบฝึกต้องเหนียวและทนทานพอสมควรหลักการดังกล่าวสอดคล้องกับความคิดของ 

                     เพตตี้  (Petty, 1963 :496 – 497)  ได้เสนอแนะหลักในการสร้างแบบฝึกหัด ไว้ดังนี้   

                           1.  แบบฝึกหัดเป็นเครื่องมือที่ช่วยในการฝึกฝนทักษะการใช้ภาษาให้ดีขึ้น  แต่ทั้งนี้จะต้องอาศัยการส่งเสริมและเอาใจใส่จากครูผู้สอนด้วย

                           2.  แบบฝึกหัดจะส่งเสริมให้ทักษะทางภาษาคงทน ลักษณะการฝึกเพื่อให้ เกิดผล   ได้แก่

                                 2.1  ฝึกทันทีหลังจากเด็กได้เรียนรู้เรื่องนั้น ๆ

                                 2.2  ฝึกซ้ำหลาย ๆ ครั้ง 

                                 2.3  เน้นเฉพาะเรื่องที่ผิด

                           3.  แบบฝึกหัดเป็นเครื่องมือวัดผลการเรียนรู้หลังจากจบบทเรียน

3.  ขั้นตอนการสร้างชุดฝึกทักษะ

                     การจัดทำชุดฝึกทักษะนั้น   มีวิธีการจัดทำเช่นเดียวกับการจัดทำชุดการสอน   ซึ่งมี          ขั้นตอนการผลิตดังนี้  ( ชัยยงค์  พรหมวงศ์ , 2538 : 459 )

                 ขั้นตอนการผลิตชุดการสอน

                      ในการผลิตชุดการสอนมีขั้นตอนที่ต้องดำเนินการ  4  ขั้นตอนคือ

                           1.  วิเคราะห์เนื้อหา

                           2.  วางแผนการสอน

                           3.  ผลิตสื่อการสอน

                           4.  ทดสอบประสิทธิภาพชุดการสอน 

                   ขั้นที่  1  วิเคราะห์เนื้อหา

                      การวิเคราะห์เนื้อหา  หมายถึง  การจำแนกเนื้อหาวิชาออกเป็นหน่วยที่แยกย่อย            ลงไปจนถึงระดับบทเรียนซึ่งเป็นหน่วยที่ใช้สอนได้  1  ครั้ง  ชุดการสอนที่ผลิตขึ้นจึงเป็น ชุดการสอนประจำหน่วยระดับบทเรียน  คือ  1  ชุดการสอนสำหรับการสอน แต่ละครั้งสิ่งที่ครูต้องทำในการวิเคราะห์เนื้อหาคือ

                           1.  กำหนดหน่วย  หมายถึง  การนำวิชาหรือหน่วยการสอนมากำหนดหน่วยระดับบทเรียนที่แต่ละหน่วยสอนได้ประมาณ  60 – 80  นาที  ( 3-4  คาบ ) 

                           2.  กำหนดหัวเรื่อง หมายถึง การนำแต่ละหน่วยมากำหนดหัวเรื่องที่ย่อยลงไปอีก

                           3.  กำหนดมโนคติหรือความคิดรวบยอด  หมายถึง  การกำหนดหัวข้อที่เป็นแก่นหรือเป้าหมายที่สรุปรวบยอดเนื้อหาสาระให้ตรงกับหัวเรื่อง

                     ขั้นที่  2  การวางแผนการสอน

                      การวางแผนการสอนเป็นการคาดการณ์ล่วงหน้าว่า  เมื่อครูเริ่มสอนโดยใช้ชุดการสอนจะต้องทำอะไรบ้าง  ตามลำดับก่อนหลัง

                 ขั้นที่  3  การผลิตสื่อการสอน

                      เป็นการผลิตสื่อการสอนประเภทต่าง ๆ ตามที่ได้กำหนดไว้ในแผนการสอน

                 ขั้นที่  4  การทดสอบประสิทธิภาพชุดการสอน

                      เป็นการประเมินคุณภาพชุดการสอนด้วยการนำชุดการสอนไปทดลองใช้แล้วปรับปรุงให้มีคุณภาพตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้

             สุนันทา  สุนทรประเสริฐ  (2544: 14) ได้กล่าวถึงขั้นตอนในการสร้างแบบฝึกไว้ในหนังสือการผลิตนวัตกรรมการเรียนการสอน การสร้างแบบฝึก ดังนี้

            ขั้นตอนการสร้างแบบฝึก  จะคล้ายคลึงกับการสร้างนวัตกรรมทางการศึกษาประเภทอื่น ๆ  ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

               1. วิเคราะห์ปัญหาและสาเหตุจากการจัดกิจกรรมจากการเรียนการสอน  เช่น

                     - ปัญหาที่เกิดขึ้นในขณะทำการสอน

                     - ปัญหาการผ่านจุดประสงค์ของนักเรียน

                     - ผลจากการสังเกตพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์

                     - ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน

               2.  ศึกษารายละเอียดในหลักสูตร  เพื่อวิเคราะห์เนื้อหา  จุดประสงค์และกิจกรรม

               3.  พิจารณาแนวทางแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจากข้อ 1 โดยการสร้างแบบฝึก  และเลือกเนื้อหา            ในส่วนที่จะสร้างแบบฝึกนั้น  ว่าจะทำเรื่องใดบ้าง  กำหนดเป็นโครงเรื่องไว้

               4.  ศึกษารูปแบบของการสร้างแบบฝึกจากเอกสารตัวอย่าง

               5.  ออกแบบชุดฝึกแต่ละชุดให้มีรูปแบบที่หลากหลาย  น่าสนใจ

               6.  ลงมือสร้างแบบฝึกในแต่ละชุด  พร้อมทั้งข้อทดสอบก่อนและหลังเรียนให้สอดคล้องกับเนื้อหาและจุดประสงค์การเรียนรู้

               7.  ส่งให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบ

               8.  นำไปทดลองใช้  แล้วบันทึกผลเพื่อนำมาปรับปรุงแก้ไขส่วนที่บกพร่อง

               9.  ปรับปรุงจนมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้

               10.  นำไปใช้จริงและเผยแพร่ต่อไป

          4.  ลักษณะของแบบฝึกที่ดี

                 แบบฝึกเป็นเครื่องมือสำคัญ  ที่จะช่วยเสริมทางทักษะให้กับนักเรียนการสร้างแบบฝึกให้มีประสิทธิภาพจึงจำเป็นจะต้องศึกษาองค์ประกอบและลักษณะของแบบฝึก  เพื่อเลือกใช้ให้เหมาะสมกับระดับความสามารถของนักเรียน   ธำรง  ชูทัพ (... : 26) ได้เขียนถึงลักษณะของ แบบฝึกที่ดีไว้ในเอกสารประกอบการอบรมมีรายละเอียดดังนี้  

               1. มีจำนวนแบบในการทำหลากหลาย

               2. ควรออกแบบให้น่าสนใจ เด็กอยากทำ  เช่น มีภาพ การตีกรอบได้สวยงาม

               3. สอดคล้องกับเนื้อหา และกิจกรรมการเรียนการสอน

               4. ควรมีลำดับการเรียนรู้ในการทำจากง่าย ๆ ไปสู่แบบที่ยากขึ้น

               5. คำนึงถึงจิตวิทยาการเรียนรู้ตามวัยของเด็ก

               6. สนองความแตกต่างระหว่างบุคคล โดยเด็กที่เรียนเก่งควรมีแบบฝึกหัดให้ทำอย่าง            เพียงพอ ส่วนเด็กที่เรียนไม่เก่ง ก็พอที่จะทำให้เด็กมีความรู้ความเข้าใจพอที่จะผ่านเกณฑ์ได้

               7. แบบฝึกมีความหลากหลายกว้างกว่าข้อสอบ  ข้อสอบเป็นเพียงส่วนหนึ่งของ  แบบฝึกหัดเท่านั้น แบบฝึกจึงไม่ควรสร้างเพียงข้อสอบอย่างเดียวเท่านั้น แต่ควรครอบคลุมถึงลักษณะของกิจกรรมสอดแทรกอยู่

               8. แบบฝึกควรช่วยเสริมสร้างความคิดริเริ่มให้เด็กได้ใช้ความคิดให้มากกว่าการจดจำ 

                        สุนันทา  สุนทรประเสริฐ  (2544:10) ได้เขียนไว้ในหนังสือการผลิตนวัตกรรมการเรียน                  การสอน การสร้างแบบฝึกว่าลักษณะของแบบฝึกที่ดีควรมีลักษณะดังนี้

               1. แบบฝึกหัดที่ดีควรมีความชัดเจนทั้งคำสั่งและวิธีทำ  คำสั่งหรือตัวอย่างแสดงวิธีทำที่ใช้ไม่ควรยาวเกินไปเพราะจะทำให้เข้าใจยาก  ควรปรับให้ง่ายเหมาะสมกับผู้ใช้  ทั้งนี้เพื่อให้นักเรียนสามารถศึกษาด้วยตนเองได้ถ้าต้องการ

               2.  แบบฝึกหัดที่ดีควรมีความหมายต่อนักเรียนและตรงตามจุดมุ่งหมายของการฝึก               ลงทุนน้อยใช้ได้นาน ๆ  และทันสมัยอยู่เสมอ

               3.  ภาษาและภาพที่ใช้ในแบบฝึกหัดควรเหมาะสมกับวัยและพื้นฐานความรู้ของนักเรียน

               4.  แบบฝึกหัดที่ดีควรแยกฝึกเป็นเรื่อง ๆ  แต่ละเรื่องไม่ควรยาวเกินไป  แต่ควรมี

กิจกรรมหลายรูปแบบ  เพื่อเร้าให้นักเรียนเกิดความสนใจและไม่เบื่อหน่ายในการทำ  และเพื่อฝึกทักษะใดทักษะหนึ่งจนเกิดความชำนาญ

               5.  แบบฝึกหัดที่ดีควรมีทั้งแบบกำหนดคำตอบให้แบบให้ตอบโดยเสรี  การเลือก  ใช้คำ               ข้อความหรือรูปภาพในแบบฝึกหัด ควรเป็นสิ่งที่นักเรียนคุ้นเคยและตรงกับความในใจของนักเรียน     เพื่อว่าแบบฝึกหัดที่สร้างขึ้นจะได้ก่อให้เกิดความเพลิดเพลินและพอใจแก่ผู้ใช้  ซึ่งตรงกับหลักการเรียนรู้ที่ว่า เด็กมักจะเรียนรู้ได้เร็วในการกระทำที่ก่อให้เกิดความพึงพอใจ

               6.  แบบฝึกหัดที่ดีควรเปิดโอกาสให้นักเรียนได้ศึกษาด้วยตนเอง  ให้รู้จักค้นคว้า  รวบรวมสิ่งที่พบเห็นบ่อย ๆ หรือที่ตัวเองเคยใช้ จะทำให้นักเรียนเข้าใจเรื่องนั้น ๆ มากยิ่งขึ้น  และจะรู้จักนำความรู้ไปใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างถูกต้อง  มีหลักเกณฑ์และมองเห็นว่าสิ่งที่เขาได้ฝึกฝนนั้นมีความหมายต่อเขาตลอดไป 

               7.  แบบฝึกหัดที่ดีควรตอบสนองความแตกต่างระหว่างบุคคล นักเรียนแต่ละคนมีความ แตกต่างกันในหลาย ๆ  ด้าน  เช่น ความต้องการ  ความสนใจ  ความพร้อม ระดับ สติปัญญาและประสบการณ์ ฯลฯ ฉะนั้นการทำแบบฝึกหัดแต่ละเรื่องควรจัดทำให้มากพอและมีทุกระดับตั้งแต่ง่าย  ปานกลาง  จนถึงระดับค่อนข้างยาก เพื่อว่าทั้งเด็กเก่ง  กลาง และอ่อนจะได้เลือกทำได้ตามความสามารถ  ทั้งนี้เพื่อให้เด็กทุกคนประสบความสำเร็จในการทำแบบฝึกหัด 

               8.  แบบฝึกหัดที่ดีควรสามารถเร้าความสนใจของนักเรียนได้ตั้งแต่หน้าปกไปจนถึง           หน้าสุดท้าย

               9.  แบบฝึกหัดที่ดีควรได้รับการปรับปรุงควบคู่ไปกับหนังสือแบบเรียนอยู่เสมอ  และควรใช้ได้ดีทั้งในและนอกห้องเรียน

               10.  แบบฝึกหัดที่ดีควรเป็นแบบฝึกหัดที่สามารถประเมิน  และจำแนกความเจริญ

งอกงามของเด็กได้ด้วย

               ปริญญา  ฤทธิ์เจริญ  (  2538 : 30  )  ได้ศึกษาเรื่องการสร้างแบบฝึกการอ่านออกเสียงคำที่สะกดด้วยแม่ กก กด และ กบ สำหรับนักเรียนที่พูดภาษามลายู  ระดับประถมศึกษาปีที่  5  จังหวัดยะลา  เมื่อ  ..  2526  และเสนอลักษณะที่ดีของแบบฝึกทางภาษาสรุปได้ดังนี้

               1. แบบฝึกควรสร้างขึ้นเพื่อฝึกสิ่งที่จะสอน มิใช่ทดสอบว่านักเรียนรู้อะไรบ้าง

               2. แบบฝึกหนึ่งๆ  ควรเกี่ยวกับโครงสร้างเฉพาะของสิ่งที่จะสอนเพียงอย่างเดียว

               3. สิ่งสำคัญที่จะฝึกควรเป็นสิ่งที่นักเรียนพบเห็นอยู่แล้ว  เช่น จากบทสนทนา  จากการอ่าน หรือการพูดคุยกัน

               4. ข้อความที่นำมาฝึกในแต่ละแบบฝึกควรสั้นเพื่อไม่ให้นักเรียนเกิดความยุ่งยากใจ

               5. แต่ละแบบฝึกควรออกเสียงให้มาก  จะเป็นการสร้างนิสัยการอ่านออกเสียงในภาษาได้ดี 

               6. ในแบบฝึกควรเป็นแบบที่กระตุ้นให้เกิดการตอบสนองที่พึงปรารถนาเท่านั้น

               7. ในแบบฝึกที่เกี่ยวกับโครงสร้างของภาษาไม่ควรใช้คำศัพท์มากนัก

               8.  แบบฝึกควรเป็นแบบออกเสียงจนกว่านักเรียนจะออกเสียงได้ถูกต้อง  แล้วจึงให้ทำ         แบบฝึกหัดอ่านหรือเขียน  แต่ยังคงต้องฝึกการออกเสียงอยู่

               9.  สิ่งที่ไม่ควรมองข้ามไปก็คือ  การฝึกออกกสียงโดยใช้คำสัมผัสและร้อยกรอง                      แต่จะต้องเลือกศัพท์   เนื้อหาและโครงสร้างให้เหมาะสมกับระดับของนักเรียนและในการฝึกอาจทำเป็นกลุ่มหรือรายบุคคลหลาย ๆ  ครั้ง   

                                    ดังที่ได้กล่าวมาแล้วน่าจะสรุปลักษณะของแบบฝึกที่ดีได้ว่า แบบฝึกที่ดีต้องเป็นแบบฝึกที่ให้นักเรียนได้ลงมือปฏิบัติให้มากที่สุด เปิดโอกาสให้นักเรียนค้นหาคำตอบได้ด้วยตนเอง  เน้นกระบวนการเหมาะสมกับนักเรียน และมีการวัดผลตรงตามหลักสูตร

5.  ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการฝึกปฏิบัติ

                 นักจิตวิทยากลุ่มพฤติกรรมนิยมเชื่อว่า  ความรู้ความเข้าใจที่มีอยู่ในส่วนของสมองมนุษย์แสดงออกโดยตรงไม่ได้ นอกจากว่าจะต้องหาวิธีให้บุคคลนั้นได้แสดงพฤติกรรมออกมาแล้วสังเกต  เพื่อสรุปว่าคืออะไร  การสรุปนั้นๆอาจจะตรงหรือไม่ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมที่กระทำ  ทั้งความแน่นอนเที่ยงตรงที่ย่อมมีมาก  ดังนั้นในการสอนเพื่อให้เกิดความแม่นยำ  จะต้องมีการฝึกให้ทำซ้ำบ่อยๆด้วยแบบฝึก  เพื่อสรุปได้แน่นอนว่า  การแสดงออกมานั้นตรงตามจุดประสงค์การสอน  ดังนั้นการสอนให้นักเรียนมีความแม่นยำ  จำเป็นต้องใช้แบบฝึกปฏิบัติเข้าช่วย  เพื่อให้เกิดทักษะตามที่ต้องการ              จากทฤษฎีการฝึกปฏิบัติทดลองของ บลูม  ( Bloom. 1974 ; อ้างอิงจาก  โกวิท  ประวาลพฤกษ์  และคนอื่นๆ. 2531 : 104-106 )  มี 4 ขั้น คือ

               1. ขั้นรับรู้และเข้าใจ   มีลักษณะหนักไปทางความรู้  แสดงออกในทางปฏิบัติด้วยการรู้จักสื่อความหมายของสิ่งที่จะนำมาใช้ปฏิบัติ  รวมไปถึงการเตรียมเครื่องมือ  อุปกรณ์ต่างๆได้อย่างถูกต้อง  ก่อนลงมือปฏิบัติ

               2. ขั้นทำตามแบบ  การเรียนรู้ทักษะในขั้นนี้  ครูจะจัดตัวอย่างพร้อมคำแนะนำเป็นขั้นตอนให้เด็กเลียนแบบ

               3. ขั้นทำด้วยตนเอง เป็นขั้นที่หลังจากเด็กสามารถทำตามแบบได้แล้ว  ในขั้นนี้ครูจะมีใบงานหรือคำสั่ง ( Instruction )  ที่ระบุผลที่ต้องการ  กำหนดวัสดุอุปกรณ์ที่จะใช้

ระยะเวลา  สถานที่  แล้วให้เด็กวางแผนดำเนินการปฏิบัติด้วยตัวเอง โดยเด็กจะมีแบบ

รายงานผลตามกำหนดเวลา  ครูจะตรวจสอบจากรายงานและจากผลงานของเด็ก แล้วให้ทราบผล (Feedback)   กับปรับปรุงแก้ไข

               4. ขั้นกระทำโดยอัตโนมัติ  เป็นขั้นแสดงความชำนาญทำ  ได้ด้วยตนเองตามความต้องการของสถานการณ์  สิ่งที่กำหนดให้มีแต่ละสถานการณ์ที่ต้องการให้ปฏิบัติ 

เด็กจะกำหนดวัตถุประสงค์และวิธีปฏิบัติด้วยตนเอง ภายใต้ข้อจำกัดของเวลาและสิ่งแวดล้อมซึ่งบางครั้งจะต้องคิดริเริ่มการปฏิบัติแบบใหม่ ๆ ด้วย 

            6.  การหาประสิทธิภาพของชุดฝึก   

                     หลังจากการสร้างชุดฝึกตามหลักการสร้างแบบฝึกเสร็จแล้ว  ก่อนนำไปใช้จะต้องนำชุดฝึกไปหาประสิทธิภาพให้ได้ตามเกณฑ์ที่กำหนด

               ชัยยงค์  พรหมวงศ์และคณะ (2520:128-132 ; อ้างใน  มะลิ  ศรีชู,2535:26 )  เสนอแนวทางการหาประสิทธิภาพของสื่อการสอนไว้ว่า

               “การกำหนดเกณฑ์ประสิทธิภาพของสื่อนั้น  ผู้ผลิตสามารถกำหนดขึ้นตาม     ความเหมาะสม โดยปกติเนื้อหาที่เป็นความรู้ ความจำควรตั้งเกณฑ์ไว้  80/80  85/85 หรือ  90/90  เป็นต้น”  

               80/80  หมายถึง  เมื่อนักเรียนใช้ชุดฝึกเป็นสื่อการเรียนแล้วสามารถทำชุดฝึกได้    ผลเฉลี่ยร้อยละ 80 และทำแบบทดสอบหลังเรียนได้ผลเฉลี่ยร้อยละ 80

               ขั้นตอนการหาประสิทธิภาพของชุดฝึกควรดำเนินการตามขั้นตอนดังต่อไปนี้

1.  ทดสอบเดี่ยว (1 : 1)  เป็นการทดสอบโดยใช้ครู 1 คน ต่อนักเรียน 1 คน 

โดยทดสอบกับนักเรียนที่เรียนอ่อน  นำชุดฝึกมาแก้ไขข้อบกพร่อง

2.  ทดสอบแบบกลุ่ม (1:10)  เป็นการทดลองโดยใช้ครู 1 คน ต่อนักเรียน 10  คน  โดยทดลองกับนักเรียนที่เรียนเก่ง ปานกลาง  และอ่อน  คละเข้าด้วยกัน  แล้วนำชุดฝึกมาแก้ไขข้อบกพร่อง

3.  ทดลองภาคสนามหรือกลุ่มใหญ่ (1:100)  เป็นการทดลองโดยใช้ครู 1 คน ต่อนักเรียน 30-40  หรือ 100 คน  โดยทดลองกับนักเรียนที่เรียนเก่ง  ปานกลาง  และอ่อนคละเข้าด้วยกัน

การหาประสิทธิภาพของชุดฝึก  ได้กำหนดเกณฑ์ประสิทธิภาพของชุดฝึกที่เกณฑ์ 80/80  และขั้นตอนการหาประสิทธิภาพโดยทดลองเดี่ยว  ทดลองแบบกลุ่ม  ทดลองแบบภาคสนาม

          7.  ประโยชน์ของแบบฝึก  ได้แก่

                     1. ใช้ในการปรับพฤติกรรมในการเรียนรู้  ของนักเรียนได้เป็นอย่างดี

                     2. ใช้ในการส่งเสริมความเข้าใจในเนื้อหา  ซึ่งแบ่งเป็นตอนสั้น ๆ

                     3. ใช้ส่งเสริมความชำนาญในการคิดแก้ปัญหาได้รวดเร็วถูกต้องและแม่นยำ

                     4. ใช้ส่งเสริมวิธีการเรียนรู้และแก้ปัญหาด้วยตนเอง

                     5. ใช้ส่งเสริมในเรื่องการตรงต่อเวลา

            ณรงค์  มั่นเศรษฐวิทย์  (2522)  ได้ทำงานวิจัย  “การสร้างแบบฝึกอักษรนำ”  สำหรับ                  ชั้นประถมศึกษาปีที่  4  กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้  คือนักเรียนโรงเรียน  นิบงชนูปถัมภ์  อำเภอเมือง  จังหวัดยะลา  เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบฝึกการเขียนอักษรนำ  ชั้นประถมศึกษา          ปีที่  4  ผลการวิจัยปรากฏว่าแบบฝึกที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพ  92.41/90.40  ผลการทำแบบทดสอบก่อนและหลังทำแบบฝึกมีความแตกต่างกันอย่างมี  นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01  แสดงว่า  แบบฝึก ที่สร้างขึ้นทำให้นักเรียนมีความรู้เพิ่มขึ้น  และแบบฝึกที่สร้างขึ้นสามารถนำไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพ

            มาสวิมล  รักบ้านเกิด  (2526)   ได้ทดลองสอนโดยใช้แบบฝึกการเขียนสะกดคำยาก   วิชา ภาษาไทยกับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โดยเปรียบเทียบกับการสอนตามกิจกรรมในแผนการสอน และนำไปทดลองใช้กับนักเรียนในโรงเรียนวัดสะแกใน  กรุงเทพมหานคร  จำนวน  60 คน                     ผลปรากฏว่า  นักเรียนที่ได้รับการสอนโดยใช้แบบฝึกการเขียนสะกดคำยากมีผลสัมฤทธิ์ทางการเขียนสูงขึ้นกว่าก่อนการสอนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  .01  และนักเรียนที่ได้รับการสอนโดยใช้แบบฝึกการเขียนสะกดคำยากกับนักเรียนที่ได้รับการสอนตามกิจกรรมในแผนการสอนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเขียนสะกด คำแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  .05

            สุรัตน์  ช่วงสูงเนิน  (2528)  ได้ศึกษาเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์การเขียนสะกดคำยากของ          นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  2  โดยใช้แบบฝึกการเขียนสะกดคำยากกับการสอนปกติ   พบว่า              นักเรียนที่ใช้แบบฝึกการเขียนสะกดคำยาก  มีผลสัมฤทธิ์ในการเขียนสะกดคำยากสูงกว่านักเรียนที่ได้รับการสอนตามปกติ

            บุญรัตน์  มีสมบูรณ์  (2529)  ได้สร้างแบบฝึกทักษะวิชาภาษาไทย เรื่อง “ตัวสะกดมาตรา          แม่กน”  สำหรับชั้นประถมศึกษาปีที่  4  โดยนำไปทดลองกับนักเรียนโรงเรียนบ้านฉาง อำเภอ            บ้านฉาง  จังหวัดระยอง จำนวน  50  คน ผลปรากฏว่าแบบฝึกมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์  90/90              และคะแนนเฉลี่ยของคะแนนทดสอบหลังทำแบบฝึก  มากกว่าคะแนนเฉลี่ยก่อนทำแบบฝึกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  .01 

            จากการศึกษาเกี่ยวกับแบบฝึก  สรุปได้ว่าแบบฝึกช่วยพัฒนาความสามารถใน  การใช้ภาษาของนักเรียนให้ดีขึ้นจึงควรส่งเสริมให้มีการสร้างแบบฝึกทักษะทางภาษาให้มีปริมาณและ                           มีประสิทธิภาพสูงยิ่งขึ้น

  3. งานวิจัยที่เกี่ยวกับชุดฝึกเสริมทักษะ

            จันทร์เพ็ญ  แว่นเตื่อรอง ( 2538 : บทคัดย่อ ) ได้สร้างชุดฝึกการเขียนกลุ่มทักษะภาษาไทย    สำหรับนักเรียนชั้นประถมปีที่  4  พบว่า  ผลสัมฤทธิ์ทางการเขียนของนักเรียนกลุ่มที่ได้รับการสอนโดยใช้ชุดฝึกทักษะ   สูงกว่ากลุ่มไม่ใช้ชุดฝึกการเขียน   อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ  .05

            นิคม   ศิลาสูงเนิน  ( 2533 : บทคัดย่อ )   ได้สอนภาษาไทยโดยใช้ชุดฝึกทักษะภาษา                 เพื่อพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  6  พบว่า  นักเรียนที่เรียนด้วยการ          ทำชุดฝึกทักษะทางภาษา  มีคะแนนความคิดสร้างสรรค์หลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลอง              อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  .05

            ศศิธร   สุทธิแพทย์  (2518 : บทคัดย่อ  อ้างอิงมาจาก   จันทร์เพ็ญ  แว่นเตื่อรอง , 2538 : 63)    ได้ศึกษาเรื่องการสร้างชุดฝึกทักษะ  สำหรับสอน เรื่อง  วลี  ในภาษาไทย   ระดับประกาศนียบัตรวิชาการศึกษา  ผลการวิจัยพบว่า ชุดฝึกทักษะมีประสิทธิภาพทำให้นักศึกษามีความรู้ในเรื่องเพิ่มมากขึ้น

            มยุรี   เหมือนพันธ์  ( 2535 : บทคัดย่อ )   ได้สร้างแบบฝึกทักษะเสริมวิชาภาษาไทย   เรื่อง  มาตราตัวสะกดแม่กด   สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  2  โรงเรียนบ้านหนองเซียงซา    สำนักงานการประถมศึกษาอำเภอภูเขียว   จังหวัดชัยภูมิ   จำนวน  40  คน  พบว่า   นักเรียนที่ได้รับการสอนโดยใช้แบบฝึกทักษะ    มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกว่านักเรียนที่สอนโดยไม่ใช้แบบฝึกเสริมทักษะ   อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ  .05

นวลใย   หนูมี  (2529 : บทคัดย่อ) ได้สร้างแบบฝึกสะกดคำยาก เพื่อใช้ในการสอนซ่อมเสริม    สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  2  โรงเรียนบ้านช่องพรานวิทยา   จังหวัดราชบุรี  โดยทำการทดลองกับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 30 คน ผลการทดลอง  พบว่าผลสัมฤทธิ์ของคะแนนในการเขียนสะกดคำยาก  ในการทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน ของนักเรียนกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม  แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิต ที่ระดับ  .01  แสดงว่า   นักเรียนที่เรียนโดยใช้            แบบฝึกแล้ว  มีผลการเรียนดีขึ้น คือ   สามารถเขียนสะกดคำได้ถูกต้องมากขึ้น 

            จากผลการวิจัยดังกล่าวสามารถสรุปได้ว่า ชุดฝึกทักษะเป็นเครื่องมือสำคัญในการเรียนรู้          ของนักเรียนและยังช่วยให้นักเรียนฝึกทักษะการอ่านและการเขียนได้อย่างสนุกสนานและเต็มความสามารถของตนเอง   อีกทั้งนักเรียนยังสามารถศึกษาค้นคว้าด้วยตนเองตามศักยภาพของแต่ละคน  โดยเฉพาะทักษะการอ่านและการเขียน เพราะทั้งสองทักษะนี้   เป็นทักษะที่จำเป็นต้องได้รับ               การฝึกฝนบ่อย ๆ จึงจะทำให้นักเรียนประสบความสำเร็จในการเรียนรู้  ดังนั้นชุดฝึกเสริมทักษะจึงเป็นสิ่งสำคัญต่อการเรียนให้พัฒนาขึ้น 

               วรรณวิไล   พันธุ์สีดา  (2537) ได้ทำการวิจัยเรื่อง การพัฒนาชุดฝึกทักษะความรู้ความเข้าใจในหลักเกณฑ์ทางภาษา กลุ่มทักษะภาษาไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 เพื่อเปรียบเทียบ           ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านความรู้ความเข้าใจหลักเกณฑ์ทางภาษาของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่เรียนโดยใช้ชุดฝึกทักษะความรู้ความเข้าใจหลักเกณฑ์ทางภาษากับนักเรียนที่เรียนปกติและเพื่อศึกษาความคิดเห็นของครูและนักเรียนที่มีต่อชุดฝึกทักษะความรู้ความเข้าใจในหลักเกณฑ์ทางภาษา                  กลุ่มทักษะภาษาไทย   ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 

               ชุดฝึกทักษะความรู้ความเข้าใจหลักเกณฑ์ทางภาษามีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่กำหนด   นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2  ที่เรียนโดยใช้ชุดฝึกทักษะความรู้ความเข้าใจหลักเกณฑ์ทางภาษา           เป็นแบบฝึกหัด มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สมรรถภาพความรู้  ความเข้าใจในหลักเกณฑ์ทางภาษา          สูงกว่านักเรียนที่เรียนโดยวิธีปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01  นักเรียนชั้นประถมศึกษา                ปีที่  2  มีความพึงพอใจในการใช้ชุดฝึกทักษะความรู้ความเข้าใจหลักเกณฑ์ทางภาษาอยู่ในระดับมาก ทุกเรื่อง 

                                    จากการที่ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องดังที่กล่าวมาแล้ว ผู้ศึกษาจึงสนใจที่จะผลิตสื่อการเรียนการสอน  เพื่อพัฒนาความสามารถด้านการอ่าน  การเขียนภาษาไทยของนักเรียน จึงได้         จัดทำชุดฝึกพัฒนาศักยภาพการอ่าน การเขียนภาษาไทย สำหรับนักเรียน  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2  ชุดฝึกทักษะนี้จะช่วยพัฒนาความสามารถทางภาษาสำหรับนักเรียน  เพื่อนำไปสู่การใช้ภาษาเพื่อการ สื่อสารในชีวิตประจำวัน  และเป็นประโยชน์ในการศึกษาในระดับชั้นที่สูงขึ้นไป  โดยมีการฝึกทักษะด้วยความสนุกสนานและเสริมสร้างเจตคติที่ดีต่อการเรียนภาษาไทย

 


  15 ม.ค. 2555 11:16 น. Admin ลบความคิดเห็นนี้ 
  ผู้ชมทั่วไป gunrapree

  27.130.6.48

  

 

บทที่ 3

การดำเนินการ

            ผู้รายงานได้กำหนดวิธีการ  รายงานการพัฒนาการของเด็กปฐมวัย โดยใช้แผนการจัดประสบการณ์  ชั้นอนุบาลปีที่  2  โรงเรียนบ้านไพรษรสำโรง (ราษฎรบำรุง)  อำเภอศีขรภูมิ  จังหวัดสุรินทร์  สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุรินทร์เขต  1 สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน   โดยได้ดำเนินการ ดังต่อไปนี้

            1.  กลุ่มเป้าหมาย

            2.  เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา

            3.  วิธีการสร้างและหาคุณภาพเครื่องมือ

            4.  การรวบรวมข้อมูล

            5.  การวิเคราะห์ข้อมูล

            6.  การนำเสนอข้อมูล

            7.  สถิติในการวิเคราะห์ข้อมูล

 

1.  กลุ่มเป้าหมาย

            ในการรายงานการพัฒนาการเรียนการสอน   ได้กำหนดกลุ่มเป้าหมาย ดังนี้

            1.  กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่นักเรียนชั้นอนุบาล  ที่มีปัญหาในการบอกค่าจำนวน 1 – 10  และทำแบบทดสอบพื้นฐาน  เป็นนักเรียนชาย –หญิง กำลังศึกษาอยู่ชั้นอนุบาลปีที่  2  โรงเรียนบ้านไพรษรสำโรง (ราษฎรบำรุง)  อำเภอศีขรภูมิ  จังหวัดสุรินทร์  นักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุรินทร์เขต  1 สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน  ปีการศึกษา  2549  จำนวน  10  คน 

          กลุ่มเป้าหมาย  ตัวแปรที่ศึกษา            

            -  ตัวแปรต้นได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ แบบฝึกเสริมทักษะ สื่อประกอบ       

            -  ตัวแปรตามได้แก่   คามสามารถในการทำแบบทดสอบและแบบฝึกของนักเรียนชั้นอนุบาล

2.  เครื่องมือที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 

            2.1  นวัตกรรมที่ใช้ในการฝึก

                         -  แผนการจัดการเรียนรู้             

                         -  แบบฝึกเสริมทักษะ 

                        -  สื่อประกอบการฝึก

            2.2  แบบทดสอบวัดความสามารถในการบอกค่าจำนวน 1 – 10 ก่อนและหลังการใช้แบบฝึกมีขั้นตอนดังต่อไปนี้

                        2.1.1  ศึกษาเอกสารเกี่ยวกับหลักสูตร เช่น  ขั้นตอนการจัดทำหลักสูตรสถานศึกษาปฐมวัย  พุทธศักราช  2546  คู่มือการประเมินผลการเรียน  เป็นต้น

                        2.1.2  ศึกษาหลักการจัดประสบการณ์ทุกขั้นตอน   ให้เข้าใจง่ายอย่างชัดเจน

                        2.1.3  วิเคราะห์คุณลักษณะตามวัย และประสบการณ์สำคัญ

                        2.1.4  ศึกษาหนังสือประกอบการเรียนการสอนวิชาคณิตศาสตร์เพื่อเลือกที่จะนำมาจัดประสบการณ์ในแต่ละหน่วยการเรียนรู้

                        2.1.5  จัดทำกำหนดการสอนพร้อมกับเพิ่มเติมเนื้อหาและกิจกรรมที่    หลักสูตรกำหนดในการจัดประสบการณ์

                        2.1.6  จัดทำแผนการจัดประสบการณ์ ชั้นอนุบาลปีที่  2  จำนวน  39  หน่วย

3.  วิธีสร้างและหาคุณภาพของเครื่องมือ

            3.1    สร้างแบบสอบถามความคิดเห็นของครูผู้สอน  หลังการใช้แบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์  ผู้วิจัยได้ดำเนินการดังนี้

3.2   สร้างแบบทดสอบวัดความสามารถในการทำแบบทดสอบพื้นฐาน ใช้กับนักเรียนกลุ่มเป้าหมายกลุ่มเดียว

 

4.   วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล 

            4.1   วิเคราะห์คะแนน  ความสามารถในการทำแบบทดสอบพื้นฐาน ได้แก่  ค่าเฉลี่ย  ( X )   ค่าเบี่ยงเบน  (S.D) และค่าร้อยละ

            4.2   เปรียบเทียบคะแนนความแตกต่างระหว่างก่อนและหลังการฝึก

5. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล

            5.1    สถิติที่ใช้ในการทดสอบสมมุติฐาน

 

ค่าเฉลี่ย  (


  15 ม.ค. 2555 11:17 น. Admin ลบความคิดเห็นนี้ 
  ผู้ชมทั่วไป gunrapree

  27.130.6.48

  

บทที่  4                                              

ผลการวิเคราะห์

 

          ในการพัฒนาการเรียนการสอนครั้งนี้  เป็นการจัดทำนวัตกรรมประเภทแบบฝึกเสริมทักษะ                ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์  80 / 80  มีค่าดัชนีประสิทธิผล 0.50  ขึ้นไป  โดยใช้พัฒนานักเรียน                     ชั้นอนุบาลปีที่  2 โรงเรียนบ้านไพรษรสำโรง (ราษฎรบำรุง)  อำเภอศีขรภูมิ  จังหวัดสุรินทร์  นักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุรินทร์เขต  1 ให้ร้อยละ 80  ของนักเรียนที่ได้รับการสอน โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะ มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนร้อยละ 80  ขึ้นไป ขอเสนอผลของการดำเนินการจัดการเรียนรู้ พร้อมทั้งสาระในการปรับปรุงนวัตกรรมการเรียนการสอนและสื่อประกอบการเรียนดังนี้

1.      การดำเนินการก่อนทำการสอนเพื่อพัฒนาการเรียนการสอน

2.      ผลการทดลองหาประสิทธิภาพของแบบฝึกเสริมทักษะ

3.      ผลการจัดการเรียนรู้ตามแผนการจัดกิจกรรมประกอบแบบฝึกเสริมทักษะ 

4.      อภิปรายผล

 

1.   การดำเนินการก่อนทำการสอนเพื่อพัฒนาการเรียนการสอน

 

ผู้ศึกษาได้ดำเนินการพัฒนาการเรียนการสอนดังรายละเอียดต่อไปนี้

1.1  บันทึกข้อความ   เสนอผู้บริหารโรงเรียนเพื่อขออนุญาตในการดำเนินการพัฒนาการเรียนการสอนระดับชั้นอนุบาลปีที่ 2

            1.2   ศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับการใช้นวัตกรรม  เพื่อนำมาพัฒนาแผนการสอนประกอบการใช้แบบฝึกเสริมทักษะและเครื่องมือวัดผลประเมินผล  เสนอผู้เชี่ยวชาญเพื่อตรวจสอบ  แนะนำให้เกิดความถูกต้องเหมาะสม  หาประสิทธิภาพโดยการใช้วิธีทางสถิติ

            1.3   บันทึกข้อความ  เสนอต่อผู้บริหารโรงเรียน  เพื่อตรวจสอบและอนุมัติให้ใช้นวัตกรรม  ที่กล่าวมาข้างต้นเพื่อพัฒนาการเรียนการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  

            1.4   เมื่อได้รับการอนุมัติจากผู้บริหาร  ได้เสนอแผนการจัดการเรียนรู้ต่อผู้บริหารโรงเรียนก่อนทำการสอนล่วงหน้าอย่างน้อย  1  สัปดาห์ 

            1.5   การเก็บรวบรวมข้อมูลจากการใช้แบบฝึกเสริมทักษะ   โดยใช้เครื่องมือสะท้อนผล           การเรียนการสอน   ได้ดำเนินการตามขั้นตอนดังนี้

                        1.5.1  ประเมินผลก่อนเรียน โดยใช้แบบทดสอบก่อนเรียน  จำนวน  10  ข้อ

                        1.5.2   ประเมินผลระหว่างเรียนโดยใช้การสังเกตพฤติกรรมการเรียนรู้   ตรวจผล การทำแบบทดสอบท้ายแบบฝึกเสริมทักษะ   การบันทึกเหตุการณ์ประจำวัน   และแบบสอบถามที่    ผู้ศึกษาได้สร้างขึ้นเพื่อใช้เก็บรวบรวมข้อมูลในการพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้

                        1.5.3   ประเมินผลหลังเรียน  โดยใช้แบบทดสอบหลังเรียนจำนวน  10  ข้อ   ซึ่งเป็นแบบทดสอบฉบับเดียวกับแบบทดสอบก่อนเรียน  การตรวจผลงานและการรายงานผลการปฏิบัติงาน

1.6  นักเรียนตอบแบบสอบถามเกี่ยวกับการใช้แบบฝึกเสริมทักษะ  ในการจัดการเรียนรู้

1.7  นำข้อมูลจากตัวเลขทั้งหมดมาคำนวณหาค่าสถิติ  คิดเป็นค่าเฉลี่ย   และคิดเป็นร้อยละ

1.8  วิเคราะห์ข้อมูล

 

2.   ผลการทดลองหาประสิทธิภาพของแบบฝึกเสริมทักษะ

ก่อนที่จะนำแบบฝึกเสริมทักษะทำการทดลองสอนจริง   ผู้ศึกษาได้นำเครื่องมือ    ดังกล่าวไปทดลองหาประสิทธิภาพกับนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่  2  โรงเรียนบ้านไพรษรสำโรง (ราษฎรบำรุง)  อำเภอศีขรภูมิ  จังหวัดสุรินทร์  นักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุรินทร์เขต  1   จำนวน  10   คน  ซึ่งเคยเรียนผ่านมาแล้ว  ปีการศึกษา  2549  ปรากฏผลดังนี้แบบฝึกเสริมทักษะมีประสิทธิภาพของกระบวนการ ( E1)  เท่ากับ  84.00   ประสิทธิภาพของผลลัพธ์  ( E2)  เท่ากับ 89.00  และค่าดัชนีประสิทธิผล ( E.I ) เท่ากับ  0.31  สรุปได้ว่า   แบบฝึกเสริมทักษะมีประสิทธิภาพถึงเกณฑ์ที่กำหนด

           

 ตารางที่ 5   คะแนนเฉลี่ยความก้าวหน้าในการอ่านการบอกค่าจำนวน 1 – 10  ของนักเรียนชั้น    

                  อนุบาล จำนวน  2  ครั้ง

ผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้

N

คะแนนเต็ม

X

X

%

S.D.

ก่อนเรียน

10

20

75

7.50

37.5

1.26

หลังเรียน

10

20

178

17.80

89.00

1.63

จากตาราง   พบว่าคะแนนเฉลี่ยความสามารถในการบอกค่าจำนวน  1 – 10  ครั้งที่ 1 เท่ากับ   7.50  คิดเป็นร้อยละ  37.50   ครั้งที่ 2   เท่ากับ 17.80  คิดเป็นร้อยละ 89.00 แสดงให้เห็นว่านักเรียน   มีความก้าวหน้า  ในการบอกค่าจำนวน  1 – 10   สูงขึ้น คะแนนความสามารถในการบอกค่า              จำนวน 1 – 10 หลังการใช้แบบฝึก

 

 

 

ตารางที่ 6    เปรียบเทียบคะแนนความสามารถในการบอกค่าจำนวน  1 – 10  ก่อนและหลังการใช้

               แบบฝึก ของนักเรียนชั้นอนุบาล โรงเรียนบ้านไพรษรสำโรง (ราษฎรบำรุง) จำนวน 10 คน

 

เลขที่

ชื่อ – นามสกุล

ก่อนเรียน

(20)

หลังเรียน

(20)

1

เด็กชายบัณฑิต  กรวยทอง

7

17

2

เด็กชายพีระพล  กันนุฬา

6

18

3

เด็กชายเกียรติศักดิ์  สาลี

8

16

4

เด็กหญิงศุภรัตน์  รีรัตน์

7

19

5

เด็กหญิงณัฐพร  สาลีพิมพ์

6

18

6

เด็กหญิงเสาวลักษณ์  สุทธิสน

7

17

7

เด็กหญิงลลิตา  ดีสม

8

16

8

เด็กหญิงวิลารัตน์  มณีคำ

7

19

9

เด็กหญิงสิริยากร  ปราสาททอง

9

18

10

เด็กหญิงขวัญจิรา  บูรณ์เจริญ

10

20

SC

75

178

C

7.50

17.80

S.D

1.29

1.63

%

37.50

89.00

           

            จากตารางแสดงให้เห็นว่าแบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์ ชุดแบบฝึกเสริมทักษะการบอกค่าจำนวน  1 – 10   ของนักเรียนมีศักยภาพสูงขึ้น

 


page [1]

ร่วมแสดงความคิดเห็น (กรุณาใช้คำพูดที่สุภาพ)
  โพสต์โดย
  Email
  Post ภาพ

ขนาดของไฟล์ภาพไม่เกิน 100 kb. เฉพาะไฟล์ jpg, gif หรือ swf เท่านั้น
  Security code:
 กรุณากรอกรหัสที่เห็นเพื่อยืนยันการโพสต์


บริการฟรีเว็บบอร์ดจาก YimWhan.com :: copyrights © 2009-2010  
eXTReMe Tracker